วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

อะกีดะฮอะฮลุลกาลามยุคหลัง ไม่ใช่อะกีดะฮสะลัฟ



อะกีดะฮอะฮลุลกาลามยุคหลัง ไม่ใช่อะกีดะฮสะลัฟ
อิหม่ามอัซซะฮะบีย์ (ร.ฮ) กล่าวว่า
مقالة السلف وأئمة السنة بل والصحابة والله ورسوله والمؤمنون، أن الله عز وجل في السماء، وأن الله على العرش، وأن الله فوق سماواته، وأنه ينزل إلى السماء الدنيا، وحجتهم على ذلك النصوص والآثار
.
ทัศนะของสะลัฟ ,บรรดาอิหม่ามอัสสุนนะฮ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เหล่าเศาะหาบะฮ,อัลลอฮ ,รอซูลของพระองค์ และบรรดาผู้ศรัทธา คือ แท้จริงอัลลอฮ ผู้ทรงสูงส่งและทรงเลิศยิ่ง อยู่บนฟ้า ,แท้จริงอัลลอฮ อยูู่บนอะรัช ,แท้จริง อัลลอฮ อยู่เหนือ บรรดาชั้นฟ้าของพระองค์ และแท้จริง พระองค์ทรงเสด็จลงมายังฟากฟ้าดุนยา และหลักฐานของพวกเขา บนดังกล่าวคือ บรรดาตัวบทและอัลอะษัร(อัลหะดิษ)
ومقالة الجهمية: أن الله تبارك وتعالى في جميع الأمكنة، تعالى الله عن قولهم، بل هو معنا أينما كنا بعلمه.
ทัศนะของพวกญะฮมียะฮ คือ อัลลอฮ ผู้ทรงบริสุทธิ์และทรงสูงส่ง อยู่ในสถานที่ต่างๆทั้งหมด ,พระองค์ทรงบริสุทธิ์จากทัศนะของพวกเขา แต่ทว่า พระองค์ทรงอยู่พร้อมกับเรา ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ใหนก็ตาม ด้วยความรู้ของพระองค์
ومقال متأخري المتكلمين: أن الله تعالى ليس في السماء، ولا على العرش، ولا على السموات، ولا في الأرض، ولا داخل العالم، ولا خارج العالم، ولا هو بائن عن خلقه ولا متصل بهم وقالوا: جميع هذه الأشياء صفات الأجسام والله تعالى منزه عن الجسم
.
และทัศนะของบรรดานักกาลาม(นักวิภาษวิทยา) ยุคหลัง คือ แท้จริง อัลลอฮตาอาลา ไม่ได้อยู่บนฟ้า ,ไม่ได้อยู่บนอะรัช ,ไม่ได้อยู่บนบรรดาชั้นฟ้า ,ไม่ได้อยู่บนพื้นดิน , ไม่อยู่ภายในสากลจักรวาล(อาลัม) ,ไม่อยู่นอกอาลัม ,ไม่แยกจากมัคลูคของพระองค์ และไม่ติดกับพวกเขา และพวกเขา(อะฮลุลกาลาม) กล่าวว่า บรรดาสิ่งเหล่านี้คือ คุณลักษณะการมีรูปร่าง และอัลลอฮบริสุทธิ์จากการมีรูปร่าง - ดู อัลอุลูว์ ลิอะลียิลฆอ็ฟฟาร ของ อัซซะฮะบีย์ หน้า 143
..................
จะเห็นได้ว่า ทัศนะของอะฮลุลกาลาม หรือนักวิภาษวิทยา ยุคหลัง มีทัศนะเดียวกันกับอาชาอิเราะฮยุคหลัง และทัศนะนี้ไม่ใช่ทัศนะของปาชญ์ยุคสะลัฟ
والله أعلم بالصواب
อะสัน หมัดอะดั้ม

การยืนยันบรรดาคุณลักษณะของอัลลอฮตามตัวบท


การยืนยันบรรดาคุณลักษณะของอัลลอฮตามตัวบท ที่ระบุไว้ในอัลกุรอ่าน และอัสสุนนะฮ ไม่ได้หมายถึง เชื่อว่า อัลลอฮเป็นรูปร่างเหมือนมัคลูค
อิหม่ามอัซซะฮะบีย์กล่าวว่า
ليس يلزم من إثبات صفاته شيء من إثبات التشبيه والتجسيم، فإن التشبيه إنما يقال: يدٌ كيدنا ...
ส่วนหนึ่งจากการรับรองบรรดาคุณลักษณะของพระองค์ นั้น ไม่จำเป็นว่าเป็นส่วนหนึ่งจากการรับรองการตัชบิฮ(การคล้ายคลึง)และตัจญซีม(การมีรูปร่าง) เสมอไป ความจริงการตัชบิฮ(การเปรียบเทียบสิฟัตอัลลอฮกับมัคลูต)นั้น เช่น มือ เหมือนกับมือของเรา.....- อัลอัรบะอีน ฟี สิฟาติรอ็บบิลอาละมีน เล่ม 1 หน้า 104
............
อิบนุอัลบะนา อัลหัมบะลี (ฮ.ศ. 417) กล่าวว่า
وأما المشبهة والمجسمة فهم الذين يجعلون صفات الله -عز وجل- مثل صفات المخلوقين، وهم كفار
และสำหรับ มุชับบะฮฮะฮ และมุญัสสิม นั้น พวกเขาคือ บรรดาผู้ที่ ให้คุณลักษณะ ของอัลลอฮ ผู้ทรงสูงส่ง และทรงเลิศยิ่ง เหมือนกับบรรดาลักษณะของมัคลูค และพวกเขาคือ บรรดากาเฟร - อัลมุคตัร ฟิอุศูลิดสุนนะฮ ของ อิบนุอัลบะนา หน้า 81
ไม่มีมุสลิมคนใด แม้แต่คนเดียว ที่ถูกฉายา ว่า “วาฮาบีย” มีความเชื่อว่า อัลลอฮ ทรงมีรูปร่างเหมือนกับมัคลูค เพราะ อัลลอฮ ซ.บ ได้สอนเขาแล้ว ว่าทรงไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือน ดังอายะฮ
لَيْسَ كَمِثْلِهِ شَيْءٌ وَهُوَ السَّمِيعُ الْبَصِيرُ
ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือน พระองค์ และพระองค์คือ ผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงเห็นยิ่ง
คำว่า ผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงเห็น “ คงไม่มีใคร เข้าใจว่า เหมือนการได้ยิน และการเห็นเหมือนมัคลูค และ บรรดาคุณลักษณะอื่น ก็เช่นกัน
.................
 แต่ก็ยังมีคนโกหก กล่าวหาคนที่ยืนยันคุณลักษณะของอัลลอฮตามตัวบท ว่าพวก มุชับบะฮะฮและมุญัสสิมะฮ นี่คือพฤติกรรมของมุอตะซิละฮ
ท่านอิมามอัตติรมิซีย์ รอฮิมาฮุลลอฮฺ หนึ่งในนักปราชญ์ยุคสลัฟได้
وقال إسحق بن إبراهيم إنما يكون التشبيه إذا قال يد كيد أو مثل يد أو سمع كسمع أو مثل سمع فإذا قال سمع كسمع أو مثل سمع فهذا التشبيه وأما إذا قال كما قال الله تعالى يد وسمع وبصر ولا يقول كيف ولا يقول مثل سمع ولا كسمع فهذا لا يكون تشبيها وهو كما قال الله تعالى في كتابه ليس كمثله شيء وهو السميع البصير
ท่านอิสหาก อิบนุอิบรอฮีม บินรอฮาวัยฮฺ ได้กล่าวอธิบายว่า การตัชบีฮฺ(เปรียบกับมัคลูก)นั้นคือการที่เรากล่าวว่า พระหัตถ์ของอัลลอฮฺก็เหมือนกับมือของฉันหรือใกล้เคียงกับมือของฉัน หรือการที่เขากล่าวว่า พระองค์อัลลอฮฺได้ยินเหมือนกับที่ฉันได้ยินหรือคล้ายกับที่ฉันได้ยิน แบบนี้แหละที่เขาเรียกว่าตัชบีฮฺ แต่หากเป็นการกล่าวในสิ่งที่อัลลอฮฺได้ทรงตรัสไว้แล้ว เช่น พระหัตถ์, ทรงสดับฟัง, ทรงทอดพระเนตร พร้อมกับไม่ถามว่ามันเป็นอย่างไรแบบไหน ตลอดจนไม่กล่าวว่าอัลลอฮฺได้ยินเหมือนกับฉันได้ยิน ดังนั้นแบบนี้ไม่เป็นการตัชบีฮฺต่ออัลลอฮฺตะอาลา พระองค์กล่าวไว้ในคัมภีร์ของพระองค์ว่า ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนหรือคล้ายคลึงกับพระองค์แท้จริงพระองค์คือผู้ทรงได้ยินและทรงเห็น”
(หนังสือ สุนันอัตติรมิซีย์ เล่ม 3 หน้าที่ 50-51
............................
การอิษบาตรคำว่า “มือ(ยัด) ตามที่อัลลอฮบอก ไม่ใช่การเปรียบเทียบ การเปรียบเทียบ(ตัชบีฮ) เมื่อไม่ใช่การตัชบีฮ แล้วจะเป็นมุญัสสิมได้อย่างไร
والله اعلم بالصواب

แครดิต...
อะสัน หมัดอะดั้ม

ความประเสริฐของการศอละวาต



การสรรเสริญทั้งมวลเป็นสิทธิ์แห่งอัลลอฮฺแต่เพียงพระองค์เดียว ขอพรและความศานติแด่
ท่าน นบีมุฮัมมัดซึ่งไม่มี นบีใดๆภายหลังจากท่านอีก ขอให้พรและความศานตินั้นประสบแด่
วงค์ญาติ และมิตรสหายของท่านด้วย
แท้จริง อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงส่งศาสนทูตของพระองค์ คือท่านศาสนทูตมุฮัมมัด
มายังมวลมนุษย์และญิน ในฐานะเป็นผู้ประกาศข่าวดี เป็นผู้ตักเตือนและเชิญชวนไปสู่ อัลลอฮฺ
และเป็นดวงประทีปอันเจิดจ้า ทั้งนี้ด้วยการอนุมัติของพระองค์ พระองค์ทรงส่งท่าน นบี ศ็อลัลลอ
ฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มาพร้อมด้วยแนวทางอันถูกต้องความเมตตาปราณีและศาสนาอันสัจจะ
พร้อมกับความผาสุกในโลกนี้และโลกหน้า แน่นอนท่านได้ทำหน้าที่เผยแผ่สาส์นของอิสลาม
และปฎิบัติหน้าที่นั้นด้วยความซื่อสัตย์ ได้ตักเตือนประชากรของท่านทั้งยังได้ยืนหยัดและต่อสู้อย่าง
จริงจังอีกด้วย ขออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงตอบแทนรางวัลที่ดีงามแก่ท่านโดยครบถ้วนด้วย
การเชื่อฟังและปฎิบัติตามคำสั่งของท่าน นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม การหลีกห่างจากสิ่งที่ท่าน
ห้ามปรามนั้น นับเป็นข้อกำหนดของอิสลามอันสำคัญยิ่งที่มุสลิมทุกคนจะต้องน้อมนำมาปฎิบัติอย่าง
เคร่งตัด และยังถือเป็นจุดมุ่งหมายแห่งสาส์นของท่านด้วย
การยอมรับและการปฎิญาณในการเป็นศาสนทูตของ นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ย่อมหมายความถึง
การรักใคร่ การดำเนินตามท่าน ซึ่งรวมทั้งการศอละวาด(ขอพร)ให้แก่ท่านในทุกๆโอกาศ และในขณะที่กล่าว
หรือรำลึกถึงท่านเพราะดังกล่าวนั้นถือเป็นสิทธิและหน้าที่บางอย่างที่จำเป็นที่เราจะต้องปฎิบัติตามท่าน
ในขณะเดียวกันก็เป็นการสนองคุณต่ออัลลอฮฺที่ได้ทรงประทานความโปรดปรานแห่งพระองค์
ด้วยการส่งท่าน นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มาเป็นศาสนทูตแก่พวกเรา
ในการศอละวาตให้แก่ท่าน นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม นั้นมีประโยชน์มากมาย ส่วนหนึ่งจากบรรดา
ประโยชน์เหล่านั้นคือ การดำเนินตามคำสั่งของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮุวะตะอาลา และเห็นพ้องกับพระองค์
และกับบรรดามะลาอิกะฮฺของพระองค์ ในการศอละวาตให้แก่ท่าน นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
ดังที่พระองค์ตรัสว่า
" " " แน่แท้อัลลอฮฺ และมวลมะลาอิกะฮฺ ทรงศอละวาตให้แก่ นบี โอ้บรรดาผู้ที่ศรัทธาแล้วทั้งหลาย
จงศอละวาต และจงให้สลามแก่ท่าน นบี อย่างจริงจังเถิด " " " (33 ..56)
ประโยชน์อีกประการหนึ่งก็คือ ผู้ที่ศอละวาตนั้นจะได้รับกุศลทวีคูณและเป็นความปรารถนาในการ
ตอบสนองคำวิงวอนของเขา การศอละวาตนั้นยังเป็นสาเหตุแห่งการบรรลุถึงความจำเริญ ความรัก
ใคร่ท่าน และความเพิ่มพูนต่างๆ เป็นสาเหตุแห่งการได้รับแนวทางอันถูกต้อง จิตใจเบิกบานและมีชีวิตชีวา
เมื่อบุคคลศอละวาตให้แก่ท่าน นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม อย่างมากมายและรำลึกถีงท่าน นบี
ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม อยู่เสมอแล้ว ความรักใคร่ท่าน นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จะเข้ามาแทน
ที่จิตใจเขาเลย ไม่มีการเคลือบแคลงสงสัยใดๆในสิ่งที่ท่าน นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม นำมา
นอกจากนั้น ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ยังได้ส่งเสริมให้ศอละวาตแก่ท่าน โดยมีรายงาน
ปรากฎในหลายหะดีษ ในบรรดาหะดีษเหล่านั้นก็มีหะดีษที่รายงานโดย อิมามมุสลิมซึ่งปรากฎในศ่อฮี้ยฺของท่าน
จาก อบีฮุรอยเราะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ แจ้งว่า
" " แท้จริงท่านร่อซูลุลลอฮฺกล่าวว่า ผู้ใดศอละวาดให้แก่ฉันเพียงครั้งเดียว
อัลลอฮฺทรงศอละวาตให้แก่เขาสิบครั้ง " "
มีรายงานจากอบีฮุรอยเราะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า แท้จริงท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
กล่าวว่า " " พวกท่านอย่าให้บ้านของพวกท่านเสมือนกับกุโบรฺ และอย่าให้กุโบรฺของฉันเป็นที่เฉลิมฉลอง
พวกท่านจงศอละวาตให้กับฉัน แท้จริงการศอละวาตของพวกท่านนั้นจะถึงฉันไม่ว่าพวกท่านจะอยู่ ณ ที่แห่งใด " "
ท่านร่อซูลุลลอฮฺยังกล่าวอีกว่า
" " ช่างน่าต่ำต้อยเสียนี่กระไร สำหรับบุคคลผู้ที่เมื่อชื่อของฉันถูกกล่าว ณ ที่เขา แล้วเขาไม่ศอละวาตแก่ฉัน " "
บันทึกรายงานโดย ติรมิซึย์
นอกจากนั้นแล้ว การศอละวาตให้แก่ท่าน นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ยังเป็นสิ่งที่ศาสนาใช้ให้กระทำใน
ละหมาดในขณะที่อ่านตะชะฮฺฮุด และในขณะอ่านคุฎบะฮฺ ในขณะดุอาอฺ ขณะขออภัยโทษ ขณะเสร็จจากอะซาน
ขณะเข้า ออกมัสยิด ขณะกล่าวนามท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และในขณะอื่นๆอีกมากมาย
การศอละวาตนั้นจะถูกใช้อย่างแข็งขัน ในขณะที่เขียนชื่อของท่านในหนังสือ หรือสิ่งตีพิมพ์ต่างๆ
ในจดหมาย บทความ ฯลฯ ทั้งนี้โดยอาศัยเหตุผลต่างๆที่กล่าวมา และให้เขียนคำศอละวาตโดยใช้
คำเต็ม เพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งของ อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮุวะตะอาลาอย่างจริงจัง และเพื่อผู้อ่านจะได้กล่าว
ศอละวาตนั้นในขณะที่เขาอ่านผ่านไป และการเขียนคำศอละวาตนั้นก็ไม่ควรอย่างยิ่งที่ใช้อักษรย่อ
เป็นเครื่องหมายแสดงถึงคำศอละวาตเช่นการใช้อักษร ศ็อด หรือ ศ็อลอัม หรือ ซ.ล. หรือศ็อลฯ เป็นต้น
ซึ่งอักษรย่อเหล่านี้มีผู้เขียนหรือผู้แต่งหนังสือบางคนนิยมกัน การกระทำทำนองนี้ไม่สอดคล้องกับคำสั่งกำชับ
ของอัลลอฮฺที่ตรัสไว้ในคัมภีร์ของพระองค์ว่า
" " " พวกเจ้าจงศอละวาตให้แก่ท่าน นบี และสลามอย่างจริงจัง " " " (33..56 )
การใช้อักษรย่อเป็นเครื่องหมายแสดงถึงคำศอละวาตในลักษณะดังกล่าวนั้น ไม่บรรลุถึงเป้าหมายและความ
ประเสริฐอันสมบูรณ์เหมือนอย่างการเขียนว่า " ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม " ในลักษณะตัวเต็ม เพราะบางครั้ง
ผู้อ่านอาจไม่ระมัดระวังหรือไม่เข้าใจจุดมุ่งหมายก็เป็นได้ โดยแท้จริงแล้วการใช้อักษรย่อเป็นเครื่องหมายแสดงถึง
คำศอละวาตนั้น เป็นสิ่งที่นักวิชาการไม่ชอบให้กระทำ พร้อมกันนั้นยังได้มีคำเตือนมิให้กระทำดังกล่าวด้วย
ท่านอิบนุซซ่อลาฮฺ ได้กล่าวไว้ในหนังสือของท่านชื่อ " อุลูมุลหะดีษ " ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่า "มุฏ๊อดดีมะฮฺ อิบนุซซ่อลาฮฺ
กล่าวอยู่ในบทที่ 25 เกี่ยวกับการเขียนและบันทึกหะดีษซึ่งมีข้อความว่า
" ข้อที่เก้า ผู้ที่แสวงหาและรวบรวมวิชาหะดีษจะต้องระมัดระวังและเอาใจใส่ในการเขียนคำ ศอละวาต และสลาม
ให้แก่ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม อย่างสม่ำเสมอขณะที่กล่าวชื่อของท่าน โดยจะไม่รู้สึกเบื่อหน่าย
ในการกล่าวย้ำครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะว่าดังกล่าวนั้นจะเป็นประโยชน์อันมหาศาลแก่ผู้ที่แสวงหาหะดีษและ
บันทึกหะดีษ ผู้ที่ละเลยจากการกระทำดังกล่าว เขาย่อมถูกห้ามจากการได้รับส่วนดีอย่างมากมาย
แท้จริงเราได้เห็นคุณความดีแก่ผู้ที่กระทำเช่นนั้น และคำศอละวาตที่เขาเขียนนั้นเป็นดุอาอฺที่จะปรากฎอยู่อย่าง
มั่นคงไม่ใช่เป็นคำรายงาน
ด้วยเหตุนี้จึงไม่จำเป็นต้องบันทึกให้เหมือนกับคำรายงาน ในทำนองเดียวกันกับการกล่าวคำสรรเสริญและสดุดี
อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮุวะตะอาลา ขณะที่กล่าวพระนามของพระองค์ เช่นคำว่า " อัซซะวะญัล " และคำว่า
" ตะบาร่อกะวะตะอาลา "
" " ความประเสริฐของการศอละวาต แก่ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม " "
" ความหมายของคำว่า ศฮลา หรือ อัศศอลาฮฺ "
คำว่าศอลาหรืออัศศอลาฮฺ นั้นหมายถึงทั้งในด้านภาษาและในด้านบัญญัติ สำหรับในด้านภาษา
หมายถึง การขอดุอาอฺ หรือคำวิงวอนนั่นเอง
สำหรับในด้านบัญญัติ ก็คือการกระทำที่ประกอบไปด้วย คำพูด และการปฎิบัติที่เริ่มต้นด้วยการตักบี๊รฺ
และสิ้นสุดด้วยการให้สลาม ทั้งนี้โดยมีเงื่อนไขเฉพาะ ที่กล่าวข้างต้นนี้หมายถึงละหมาด 5 เวลา
และละหมาดซุนนะฮฺ แต่ยังมีละหมาดที่มีอิริยาบถต่างๆกันกับการละหมาดฟัรฎูและซุนนะฮฺ
นั่นคือละหมาด ญะนาซะฮฺ แม้ว่าละหมาดญะนาซะฮฺเป็นฟัรฎูกิฟายะฮฺ แต่ลักษณะการปฎิบัตินั้นต่างกับ
ละหมาดอื่นๆซึ่งพี่น้องมุสลิมคงทราบกันดี
อย่างไรก็ตาม ยังมีละหมาดที่มีลักษณะต่างกันอยู่อีก นั่นก็คือ การให้ศอละวาตต่อท่าน นบี ศ็อลลัลลอฮุ
อะลัยฮิวะซัลลัม ซึ่งการให้ศอละวาต ณ ที่นี้หมายถึงการขอพรให้แด่ท่านร่อซูล
" ความหมายของคำว่า อัลลอฮฺทรงศฮละวาตให้แก่ นบี "
คืออัลลอฮฺสรรเสริญ นบี อัลลอฮฺให้ความประเสริฐของท่าน นบี ปรากฎขึ้น อัลลอฮฺต้องการให้เกียรติ นบี
และอัลลอฮฺทรงใกล้ชิดกับ นบี
ดังกล่าวนี้ท่านอิบนิ กอยยิม กล่าวไว้ในหนังสือ ญะลาอุลอัฟฮาม ฟิซซอลาติ วัสสะลามิ อะลา คอย ริลอะนาม
" ความหมายของคำว่า มะลาอิกะฮฺศอละวาตให้แก่ นบี "
คือขอให้ท่าน นบี ได้รับความจำเริญ หมายถึงขอให้อัลลอฮฺ ทรงเพิ่มความจำเริญให้แก่ท่าน นบี ยิ่งๆขึ้นอีก
"ความหมายของคำว่า มะลาอิกะฮฺศอละวาตให้แก่ท่าน นบี"
คือขอให้ท่าน นบีได้รับความจำเริญ หมายถึงขอให้อัลลอฮฺทรงเพิ่มความจำเริญให้แก่ท่าน นบียิ่งๆขึ้นอีก
"ความหมายของคำว่า บรรดาผู้ศรัทธาศอละวาตให้แก่ท่าน นบี"
คือขอต่ออัลลอฮฺให้มอบศอละวาตของพระองค์และขอศอละวาตของมะลาอิกะฮฺของพระองค์แก่ท่าน นบี
ท่านอิบนิ กอยยิม กล่าวว่า การที่ผู้ศรัทธาศอละวาตแก่ท่าน นบีนั้น หมายถึง บอกให้ทราบ
และการวิงวอนขอ หรือเรียกว่าเป็นดุอาอฺจากพวกเรานั่นเอง ซึ่งมีสองความหมาย ดังนี้คือ
ก . หมายถึงผู้ศอละวาต ขอดุอาอฺให้แก่ท่าน นบี รำลึกถึงความประเสริฐของท่าน นบี
ความประเสริฐและความรักดังกล่าวนั้นมาจากอัลลอฮฺ ดังนั้นการศอละวาตแก่ท่าน นบีจึงรวม
ไว้ซึ่งการบอกให้ทราบและการวิงวอนนั่นเอง
ข . เราศอละวาต นบี หมายถึงเราขอต่ออัลลอฮฺให้ศอละวาตแก่ นบีของพระองค์
การที่อัลลอฮฺทรงศอละวาต นบีก็คือ สรรเสริญนบี ให้ความใกล้ชิดต่อ นบี ดังนั้นที่เราศอละวาตแก่
ท่าน นบีก็คือ ขอต่ออัลลอฮฺให้สรรเสริญและให้ความใกล้ชิดแก่ท่าน นบี
" สลามต่อท่าน นบีมีสองความหมาย "
ก . หมายถึง "อัสสลาม" ที่เป็นพระนามของอัลลอฮฺ เช่น "ขอให้สลามนี้เกิดแก่ท่าน " หมายถึงท่าน นบี
มีความจำเริญ มีความดีและความปลอดภัย ขอให้พระองค์ทรงให้ท่าน นบีพ้นจากความน่าเกลียดทั้งปวง
ขอให้ท่านพ้นจากความเสื่อมเสียทุกประการ
ข . หมายถึง "อัสสลามะฮฺ" คือขอให้ท่าน นบีพ้นจากความบกพร่องและสาเหตุที่จะทำให้ท่านถูกกล่าวร้าย
ดังนั้นความของคำว่า "อัลลอฮุมมะ ศ็อลลิวะ ซัลลัม อะลา มุฮัมมัด" จึงมีความว่า ขออัลลอฮฺทรงกำหนด
ให้ท่าน นบีตลอดจนประชาชาติของท่าน และการเชิญชวนของพ้นจากข้อตำหนิต่างๆ ซึงดังกล่าวนั้นจะทำให้
การเชิญชวนของท่าน นบีสูงว่งยิ่งขึ้นทุกกาลสมัย
" ฮุกุม ของการศอละวาตและสลามแก่ท่าน นบี " อาศัยดำรัสของอัลลอฮฺที่ว่า
" " " โอ้บรรดาผู้ศรัทธา พวกเจ้าจงศอละวาตแก่ นบี และจงสลามแก่ นบีด้วยการให้สลามอย่างแท้จริง "(33..56)
ฉนั้น ฮุกุมของการศอละวาตและให้สลามแก่ท่าน นบีนั้นถือเป็น "วาญิบ" เป็นหน้าที่ที่จำเป็นสำหรับมุสลิมทุกคน
แม้ว่าตลอดชีวิตของเขาจะกล่าวเพียงครั้งเดียวก็ตาม เพราะคำสั่งให้ศอละวาตและสลามในอัลกุรอานนั้น
มีมาในสำนวนคำสั่งอย่างเด็ดขาด และทุกคำสั่งที่เด็ดขาดนั้นถือเป็น "วาญิบ" (เรื่องจำเป็นต้องปฎิบัติ)
หากไม่มีคำสั่งเป็นอย่างอื่นมาผันแปรความหมายจากคำสั่งเดิม
ท่าน อัซซะมัคชะรียฺ กล่าวว่า หากว่ามีผู้ถามว่าการศอละวาตและสลามแก่ท่าน นบีเป็นวาญิบ
หรือเป็นซุนนะฮฺ ฉันขอตอบว่าเป็น "วาญิบ" แต่อุละมาอฺมีความเห็นว่า จำเป็นแค่ไหน
อุละมาอฺบางท่านมีความเห็นว่า ครั้งใดที่กล่าวถึงท่าน นบีก็ต้องกล่าวศอละวาตและสลามแก่ท่านด้วย
ทั้งนี้ได้หลักฐานจากหะดีษที่ว่า "ผู้ใดรำลึกถึงฉันโดยไม่กล่าวศอละวาตแก่ฉัน เมื่อเขาตายไป
เขาก็เข้านรก อัลลอฮฺให้เขาไกลห่างฉัน "
ดังนั้นจึงมีอุละมาอฺบางท่านกล่าวว่า จำเป็นต้องกล่าวศอละวาตในที่ชุมนุมหนึ่งครั้งเป็นอย่างน้อย
และอุละมาอฺกลุ่มนี้มีทัศนะว่าต้องกล่าวศอละวาตในอายะฮฺ ซะญะดะฮฺ ในขณะรับคำของผู้จาม
ในตอนต้น และตอนท้ายของการกล่าวดุอาอฺ ฯลฯ
ส่วนท่านอัลกุรฎุบีย์ กล่าวว่า สิ่งที่จำเป็นต้องระวังให้มากก็คือ การกล่าวศอละวาตในทุกครั้งที่รำลึกถึง
ท่าน นบี ทั้งนี้มีหะดีษมากมายสนับสนุนไว้ (ดูในหนังสือของท่านกุรฎุบีย์ เล่ม 14 หน้า 233 )
" ทำไมอัลลอฮฺจึงสั่งให้เรากล่าวศอละวาตและสลามแก่ท่าน นบี "
ในหนังสือ ฮาชิยะฮฺ อัซซอวี อะมัล ญะลาลัยนฺ กล่าวไว้มีความว่า
คำสอนของอิสลามที่มะลาอิกะฮฺและผู้ศรัทธา ศอละวาตแก่ท่าน นบี คือให้เกียรติ พวกเขาดำเนินตามอัลลอฮฺ
ที่พระองค์ให้เกียรติยกย่องท่าน นบี ให้ นบีเป็นมนุษย์ที่ประเสริฐกว่าทุกคนในโลก เพราะท่าน นบีเป็นสื่อกล่าง
สำคัญในการที่พวกเขาได้รับความโปรดปราน ดังนั้นผู้ได้รับความโปรดปรานจะต้องให้สิ่งตอบแทนผู้เป็นสื่อ
กลางบ้าง แต่พวกเขาไม่สามารถจะให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นสิ่งตอบแทนได้ จึงขอต่ออัลลอฮฺผู้ทรงไว้ซึ่งความสามารถ
ให้เป็นผู้ตอบแทนให้ด้วย นี่แหละคือเคล็ดลับของคำว่า "อัลลอฮุมมะ ศ็อลลิ อะลา มุฮัมมัด " ซึ่งมีความว่า
โอ้อัลลอฮฺได้โปรดศอละวาตแด่ท่าน นบีมุฮัมมัดด้วยเถิด
ดังกล่าวนี้อยู่ใน หนังสือ ฮาชิยะฮฺ อัซซอวีย์ (เล่ม 3 หน้า 287) และท่าน อัลกุรฎุบีย์ อ้างถึงรายงานจากท่าน
ซะฮ์ อิบนิ อับดิลลาฮฺ ว่า การศอละวาตแด่ท่าน นบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม นั้น เป็นอิบาดะฮฺ
ที่ประเสริฐอย่างหนึ่ง เพราะอัลลอฮฺยังศอละวาตให้ แล้วพระองค์ยังใช้ให้มะลาอิกะฮฺ ตลอดจนผู้ศรัทธา
ศอละวาตให้ท่าน นบีอีกด้วย ส่วนในอิบาดะฮฺอื่นๆ ไม่มีคำสั่งเช่นนี้
ท่านสุลัยมาน อัดดาร่อนีย์ กล่าวว่า ผู้ใดปรารถนาจะขอดุอาอฺต่ออัลลอฮฺให้พระองค์สนองตอบความต้องการ
ของเขาก็จงเริ่มต้นด้วยการกล่าวศอละวาตแด่ท่าน นบี ต่อจากนั้นก็ให้ขอได้ตามความต้องการ
และช่วงสุดท้ายก่อนจบดุอาอฺก็ให้กล่าวศอละวาตเช่นเดียวกัน แท้จริงอัลลอฮฺจะทรงรับการศอละวาตและนั่น
ย่อมหมายความว่า สิ่งที่อยู่ระหว่างศอละวาตนั้น อัลลอฮฺจะไม่ปัดเป็นแน่
ความสำคัญของการศอละวาตแก่ นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
แท้จริงอัลลอฮฺและบรรดามะลาอิกะฮฺของพระองค์ทรงศอละวาตแก่นบี
(ผู้ประกาศศาสนาของอัลลอฮฺ) โอ้ผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงศอละวาตและให้สลาม
แก่เขา(หมายถึงท่าน นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) อย่างมากมาย
ดำรัสของอัลลอฮฺ ดังกล่าวมานี้เป็นการแสดงว่า พระองค์ทรงแจ้งให้ผู้ศรัทธาทั้งหลาย
ได้ทราบถึงฐานะอันสูงส่งของท่าน นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และคุณสมบัติพิเศษ
ที่ท่านได้รับ อันได้แก่ตำแหน่งที่ได้รับการสรรเสริญที่พระองค์ได้ทรงสัญญาไว้
ที่เรียกในภาษาอาหรับว่า อัล มะกอม อัลมะฮฺมู๊ด ซึ่งไม่มีผู้ใดในบรรดา
นบี ได้รับตำแหน่งดังกล่าวนี้ นอกจากท่าน นบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม)
เช่นเดียวกันการที่อัลลอฮฺสั่งให้ผู้มีศรัทธาศอละวาตแด่ท่าน นบีมุฮัมมัด
ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ภายหลังจากพระองค์ทรงแจ้งว่า พระองค์เองและบรรดา
มะลาอิกะฮฺของพระองค์ ได้ศอละวาตให้แก่ท่าน นบี ก็นับได้ว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่ง
ที่ท่าน นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้รับจากอัลลอฮฺ การแจ้งดังกล่าวนี้ก็เพื่อให้
ผู้ศรัทธาได้รู้ฐานะอันแท้จริงของท่าน นบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม)
ณ อัลลอฮฺ และบรรดามะลาอิกะฮฺของพระองค์ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ศรัทธาทั้งหลายเชื่อฟัง
และปฎิบัติตามท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม นั้น เท่ากับเป็นการเชื่อฟัง
อัลลอฮฺ ดังที่เราได้พบดำรัสของอัลลอฮฺมากมาย อาทิเช่น
" " ผู้ใดเชื่อฟังรอซูล แน่นอนเขาก็เป็นผู้เชื่อฟังอัลลอฮฺ " " (อันนิซาอฺ ที่80)
" " มุฮัมมัด จงกล่าวเถิดว่า จงเชื่อฟังอัลลอฮฺและรอซูล" อาละอิมรอน ที่32
" " จงเชื่อฟังอัลลอฮฺ และรอซูลเพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับความเอ็นดูเมตตา " อาละอิมรอน ที่132
" ผลตอบแทนที่ผู้กล่าวศอละวาต แก่ท่านรอซูลจะได้รับ "
เพื่อให้ความสำคัญของการศอละวาตแก่ท่านรอซูลเป็นที่ประจักษ์ชัดแก่พี่น้องมุสลิม
เราจึงนำผลตอบแทนผู้ที่กล่าวศอละวาตแก่ท่านรอซูลจะได้รับมาเสนอ ดังต่อไปนี้
1 . การกล่าวศอละวาตแก่ท่าน นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นสาเหตุให้อัลลอฮฺ
ศอละวาตให้แก่เขาผู้นั้น

การศอละวาตแก่ท่าน นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม




อิมามมุสลิมได้บันทึกรายงานของท่านอบีฮุรอยเราะฮฺ รอฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า
ท่าน รอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
" ]ผู้ใดศอละวาตแก่ฉันครั้งหนึ่ง อัลลอฮฺจะศอละวาตให้แก่เขาผู้นั้น 10 ครั้ง "
นักปราชณ์ได้อธิบายการศอละวาตของอัลลอฮฺที่มีต่อผู้ที่เป็นบ่าวนั้นว่ามีหลายอย่างคือ
ก. ได้แก่ความเอ็นดูเมตตา ที่อัลลอฮฺทรงประทานให้แกเขาผู้นั้น
ข . การที่พระองค์ทรงอภัยโทษความผิดของเขา
2 . การศอละวาตแก่ท่าน นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เพียงครั้งเดียวจะทำให้ฐานะ
ของผู้ที่ศอละวาตนั้นสูงขึ้น 10 ขั้น
ทั้งนี้ตามรายงานที่อิมามอะฮฺมัดได้บันทึกไว้ ยังมีผู้อื่นบันทึกไว้อีกเช่นกัน อาทิ
เช่นท่านอิมามบุคอรีย์ ในหนังสือ อัลอะดะบิลมุมุฟรอด และท่านนะซาอีย์
ในสุนันของท่าน
3 . การศอละวาตแก่ท่าน นบี จะเพิ่มความดีให้เรื่อยๆ
ในเรื่องนี้เป็นที่ประจักษ์ชัดในข้อที่สอง ตามรายงานของท่าน อนัสดังกล่าวข้างต้นแล้ว
แต่ท่านอิมามอะฮฺมัดยังนำเอารายงานของท่านอบูฎ็อลฮะฮ์ อัลอันซอรีย์ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ
มาระบุไว้ ซึ่งท่านกล่าวว่า
" วันหนึ่งท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ตื่นแต่เช้าด้วยความสะบายใจ เห็นได้ชัดจาก
ใบหน้าของท่าน บรรดาศอหะบะฮฺจึงกล่าวแก่ท่าน นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ว่า
โอ้ท่านร่อซูล วันนี้ท่านตื่นแต่เช้าด้วยความสดชื่นสะบายใจ ซึ่งมองเห็นได้ชัดจากใบหน้าของท่าน
ท่านร่อซูลกล่าวแก่บรรดาศอหะบะฮฺว่า ใช่แล้ว มีผู้หนึ่งมาหาฉัน เขามาจากพระเจ้า
ของฉันและได้กล่าวแก่ฉันว่า ผู้ใดจากอุมมะฮฺของท่านศอละวาตแก่ท่านเพียงครั้งเดียว
อัลลอฮฺจะทรงจารึกแก่เขาผู้นั้น 10 ความดี และจะมอบ(การศอละวาต) แก่ผู้นั้น 10 ครั้ง
4 . การศอละวาตแก่ท่าน นบี เป็นสาเหตุให้ดุอาอฺของเขาถูกรับ
ทั้งนี้มีรายงานจากฎ็อบรอนีย์ และอัลฮัยซะมีย์ ได้บันทึกไว้จากท่านอาลี ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุกล่าวว่า
" ทุกๆดุอาอฺนั้นจะถูกกีดกั้น จนกว่าจะมีการศอละวาตแก่ มุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
และวงศ์วานของท่าน "
5 . การศอละวาตแก่ท่าน นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นสาเหตุให้ได้รับชะฟาอะฮฺ
ทั้งนี้ตามรายงานจากอบีดัรดาอฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ ซึ่งบันทึกโดยอัฎฎ็อบรอนีย์ในหนังสือ " อัลมั๊วอฺญัม
อัลกะบี๊รฺ " ว่าท่าน นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
" ผู้ใดศอละวาตแก่ฉันตอนเช้า 10 ครั้ง และตอนเย็น 10 ครั้ง เขาจะได้รับชะฟาฮฺของฉันในวันกิยามะฮฺ "
6 . ผู้ที่ศอละวาตแก่ท่านร่อซูลจะเป็นผู้ใกล้ชิดกับท่านในวันกิยามะฮฺ
มีรายงานจากท่านอับดุลลอฮฺ อิบนิมัสอูด ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ ซึ่งบันทึกโดยอิมามติรฺมิซีย์และอิบนีฮิบบาน
แจ้งว่า ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
" ผู้ที่เป็นผู้ใกล้ชิดกับฉันในกิยามะฮฺนั้น คือผู้ที่ศอละวาตแก่ฉันมากๆ "
7 . การศอละวาตแก่ท่านร่อซูล เท่ากับเป็นการบริจาคทานของผู้ไม่มีทรัพย์
ดังรายงานจากท่านอบี สะอี๊ด อัลคุดรีย์ ซึ่งบันทึกโดยอิมามบุคอรีย์ในหนังสือของท่านชื่อ "อัลอะดะบิลมุฟร๊อด "
อิบนิฮิบบานใน " ศอฮี้ฮฺ " ของท่าน และท่านอบูยะอฺลา กล่าวว่า ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
กล่าวว่า " มุสลิมคนใดที่ไม่มีอะไรสักอย่างจะทำศอดะเกาะฮฺ เขาก็จงกล่าวศอละวาตแก่ฉัน "
การกล่าวคำวิงวอนดังกล่าวนี้ก็ถือเป็น การทำทาน(ศอดะเกาะฮฺ) สำหรับเขา
8 . มะลาอิกะฮฺจะศอละวาตให้แก่ผู้ที่กล่าวศอละวาตแก่ ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
มีรายงานจากท่านอับดุรเราะฮฺมาน อิบนิ เอ๊าฟฺ ซึ่งบันทึกโดยท่านอิมาม อะฮฺมัดและฮากิมว่า
" ฉันได้มาหาท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ในขณะที่ท่านกำลังสุญูด ท่านสุญูดนานมาก
เมื่อท่านเงยศีรษะขึ้น ท่านกล่าวแก่ฉันว่า ญิบรีลได้มาหาฉัน และกล่าวแก่ฉันว่า ผู้ใดศอละวาตแก่ท่าน
ฉันก็จะศอละวาตให้เขา และผู้ใดสลามแก่ท่าน ฉันก็จะกล่าวสลามแก่เขา ดังนั้น ฉัน(หมายถึงท่าน นบี)
จึงสุญูดนาน เพื่อเป็นการขอบคุณอัลลอฮฺ
9 . การกล่าวศอละวาตแก่ท่านร่อซูล เป็นหนทางที่จะนำไปสู่สวรรค์
มีรายงานที่อิมาม ฏ๊อบรอนีย์ ได้บันทึกไว้ในหนังสืออัลกะบี๊รของท่าน จากรายงานของท่านฮุซัยนฺ บุตร
ท่านอาลี ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมา กล่าวว่า ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
" ผู้ใดลืมศอละวาตแก่ฉัน เขาผู้นั้นก็ไปสวรรค์ไม่ถูก "
10 . การศอละวาตแก่ท่านร่อซูล เป็นสาเหตุทำให้รอดพ้นจากความหายนะในวันกิยามะฮฺ
ทั้งนี้ตามรายงานที่ท่านอิมามอะฮฺมัดและติรมิซีย์บันทึกไว้ จากท่านอบี ฮุรอยเราะฮฺ รอฎิยัลลอฮุอันฮุ
แจ้งว่า ท่าน นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
" ไม่มีหมู่คณะใดๆ ที่นั่งประชุม โดยที่เขาไม่รำลึกถึงอัลลอฮฺ และไม่ได้ศอละวาตแก่ นบีของพระองค์
นอกจากการประชุมของพวกเขานั้น จะเป็นความผิดสำหรับพวกเขา ในวันกิยามะฮฺ อัลลอฮฺจะทรงลงโทษ
พวกเขา หรือจะทรงอภัยให้พวกเขาก็ได้ "
และรายงานอีกกระแสหนึ่งซึ่งบันทึกโดยอิมาม อะฮฺมัด อิบนิฮิบบาน และฮากิมระบุว่า
" นอกจากการประชุมของพวกเขานั้นจะเป็นความสลดใจในวันกิยามะฮฺ
" " ผลตอบแทนที่ผู้กล่าวศอละวาตแก่ท่านร่อซูลจะได้รับ " "
ท่าน อิมาม อิบนิ กอยยิมได้รวบรวมไว้ถึง 40 ประการ ซึ่งระบุไว้ในหนังสือของท่านชื่อ
" ญะลาอุล อัฟฮาม ฟิศศอลาติ วัสสะลามิ อะลา ศ็อยริล อะมาม " ซึ่งระบุได้ดังต่อไปนี้
1 . เป็นการเชื่อฟังปฎิบัติตามคำสั่งของอัลลอฮฺ ในฐานะที่พระองค์ทรงกำชับให้ศอละวาต
แก่ท่าน นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
2 . การให้ศอละวาตแก่ท่านร่อซูล เป็นการปฎิบัติตามเยี่ยงอย่างที่พระองค์ทรงปฎิบัติต่อท่าน
กล่าวคือ เมื่ออัลลอฮฺทรงศอละวาตแก่ท่านร่อซูล ก็สมควรอย่างยิ่งสำหรับผู้ศรัทธาต้องศอละวาต
ให้แก่ท่านเช่นเดียวกัน แม้ว่าศอละวาตของเรากับศอละวาตของอัลลอฮฺนั้น จะมีความแตกต่างกัน
ก็ตาม เพราะ ศอละวาตของเรากับศอละวาตของอัลลอฮฺนั้น จะมีความแตกต่างกันก็ตาม
เพราะศอละวาตของอัลลอฮฺต่อนบีของพระองค์เป็น การสรรเสริญและเป็นการให้เกียรติ
แต่ศอละวาตของผู้ศรัทธาต่อท่าน นบีนั้นเป็นการดุอาอฺวิงวอนต่ออัลลอฮฺเพื่อให้พระองค์ทรงตอบแทน
ให้แก่ท่าน นบี และในขณะเดียวกันก็เป็นการปฎิบัติตามแนวทางของท่าน นบีอีกด้วย
3 . การศอละวาตให้แก่ท่าน ร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นการปฎิบัติเยี่ยงอย่างที่มะลาอิกะฮฺ
ปฎิบัติต่อท่าน
4 . อัลลอฮฺทรงศอละวาต 10 ครั้ง ให้แก่ผู้ศอละวาตแด่ท่านร่อซูลเพียงครั้งเดียว
5 . อัลลอฮฺทรงยกฐานะผู้ที่ศอละวาตแก่ท่านร่อซูล 10 ขั้นความดี
6 . อัลลอฮฺทรงจารึกให้ผู้ศอละวาตแก่ท่านร่อซูล 10 ความดี
7 . การศอละวาตแก่ท่านร่อซูล จะได้รับการลบล้างความผิด 10 อย่าง
8 . การศอละวาตแก่ท่านร่อซูล เป็นสาเหตุจะทำให้ดุอาอฺของเขาถูกรับ
9 . การศอละวาตแก่ท่านร่อซูล เป็นสาเหตุให้ได้รับการ ชะฟาอะฮฺ
10 . การศอละวาตแก่ท่านร่อซูล เป็นสาเหตุให้ได้รับอภัยโทษ
11 . การศอละวาตแก่ท่านร่อซูล เป็นสาเหตุให้อัลลอฮฺทรงคุ้มครองบ่าว ในสิ่งที่จะสร้างความกังวลใจให้แก่เขา
12 . การศอละวาตแก่ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นสาเหตุให้บ่าวของอัลลอฮฺได้ใกล้ชิดกับ
ท่าน นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ในวันกิยามะฮฺ
13 . การศอละวาตแก่ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จะมีฐานะเท่าเทียมกับการบริจาคทาน
14 . การศอละวาตแก่ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นหนทางที่จะนำพาไปสู่ความสำเร็จ
ในกิจการงานต่างๆ
14 . การศอละวาตแก่ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นสาเหตุให้อัลลอฮฺ และมะลาอิกฮฺ
ศอละวาตให้แก่เขา
16 . การศอละวาตแก่ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นการชำระซักฟอกให้สะอาด บริสุทธิ์
17 . การศอละวาตแก่ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นสาเหตุให้เขาได้รับข่าวดีว่าจะเป็น
ชาวสวรรค์ก่อนที่เขาจะตาย ดังที่ท่านฮาฟิซ อบูมูซา อัลมะดีนีย์ นักวิชาหะดีษได้บันทึกหะดีษหนึ่ง
เกี่ยวกับเรื่องนี้ในหนังสือ "อัตฺตัรฆี๊บฺ วัตตัรฮี๊บฺ"
18. การศอละวาตแก่ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จะทำให้พ้นความหายนะในวันกิยามะฮฺ
และท่านอบูมูซา ได้บันทึกหะดีษหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้
19 . การศอละวาตแก่ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นสาเหตุทำให้ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ
วะซัลลัม ตอบศอละวาตนั้นและตอบสลามแก่ผู้ที่สลามอีกด้วย
20 . การศอละวาตแก่ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นสาเหตุทำให้เขานึกออกได้ในสิ่งที่เขาลืม
21 . การศอละวาตแก่ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นสาเหตุทำให้ความยากจนหมดไป
22 . การศอละวาตแก่ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นสาเหตุทำให้การร่วมประชุมนั้นๆ
เป็นการร่วมประชุมที่ดี และจะไม่กลับกลายเป็นความเศร้าสลดใจแก่ผู้เข้าร่วมประชุม ในวันกิยามะฮฺ
23 . การศอละวาตแก่ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นสาเหตุแห่งการขจัดความตระหนี่ถี่เหนียว
24 . การศอละวาตแก่ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จะเป็นเหตุให้เขารอดพ้นจากดุอาอฺที่ท่าน
ร่อซูลวิงวอนขอให้ผู้ที่ไม่ศอละวาตแก่ท่าน ได้รับความต่ำต้อย
25 . การศอละวาตแก่ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จะนำพาไปสู่สวรรค์
26 . การศอละวาตแก่ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จะทำให้รอดพ้นจากสิ่งไม่ดี
อันอาจจะเกิดในที่ประชุม
27 . การศอละวาตแก่ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นสาเหตุทำให้คำพูดสมบูรณ์
28 . การศอละวาตแก่ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นสาเหตุทำให้รัศมีสาดส่องไป
ทั่วสะพานสิร็อฎ ขณะที่เขาเดินผ่านไป
29 . การศอละวาตแก่ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นสาเหตุทำให้รอดพ้นจากการ
ออกห่างจากท่านรอซูล
30 . การศอละวาตแก่ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นสาเหตุทำให้ได้รับการสรรเสริญ
จากมะลาอิกะฮฺที่อยู่ในฟากฟ้าและแผ่นดิน
31 . การศอละวาตแก่ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นสาเหตุทำให้มีความจำเริญในอายุ
การงาน ตลอดจนสิ่งเอื้ออำนวยประโยชน์สุขแก่เขา
32 . การศอละวาตแก่ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นสาเหตุทำให้ได้รับความเอ็นดูเมตตา
จากอัลลอฮฺ
33 . การศอละวาตแก่ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นการชี้ให้เห็นว่ารักท่านร่อซูล
34 . การศอละวาตแก่ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นสาเหตุที่ทำให้อัลลอฮฺทรงรักท่าน
35 . การศอละวาตแก่ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นสาเหตุทำให้เขาได้อยู่ในหนทางที่เที่ยงตรง
36 . การศอละวาตแก่ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นสาเหตุทำให้ชื่อถูกเสนอให้แก่ท่านร่อซูล
37 . การศอละวาตแก่ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นสาเหตุทำให้เท้ามั่นคง
ขณะเดินข้ามสะพานสิร็อฎ
38 . การศอละวาตแก่ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ถือเป็นการแสดงการขอบคุณแก่ท่านร่อซูล
ตามสิทธิที่ท่านควรจะได้รับ
39 . การศอละวาตแก่ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นการรวมไว้ซึ่งการรำลึกถึงอัลลอฮฺ
กตัญญูต่อสิ่งที่พระองค์ทรงประทานให้
40 . การศอละวาตแก่ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นสาเหตุทำให้ได้รับการยกฐานะ ณ อัลลอฮฺ
ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ในขณะเดียวกันก็เป็นการชี้ให้เห็นว่า ผู้กระทำเช่นนั้นทราบถึงฐานะอันยิ่งใหญ่
ของท่านร่อซูลอีกด้วย
" " วิธีศอละวาตแก่ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ตามบัญญัติศาสนา " "
ในเรื่องนี้มีหะดีษมากมายที่ระบุไว้ อาทิเช่น
1 . ท่านอิมามบุคอรีย์ได้บันทึกไว้ในศ่อฮี้ฮฺของท่าน ท่านอบูดาวู๊ดบันทึกไว้ในสุนันของท่าน
ได้บันทึกรายงานจากอบี ฮุมัยดฺ อัสซาอีดีย์ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า
" " บรรดาศ่อฮาบะฮฺได้กล่าวแก่ท่านร่อซูลว่า โอ้ ท่านร่อซูล เราจะศอละวาตต่อท่านได้อย่างไร?
ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า ท่านทั้งหลายจงกล่าวว่า
"ข้าแด่อัลลอฮฺ โปรดประทานพรแด่มุฮัมมัด บรรดาภริยาและบรรดาลูกหลานของมุฮัมมัด เช่นเดียวกับที่
พระองค์ได้ทรงประทานพรแด่วงศ์วานของอิบรอฮีม และโปรดประทานความจำเริญแด่มุฮัมมัด
บรรดาภรรยาของมุฮัมมัด และบรรดาลูกหลานของมุฮัมมัด เช่นเดียวกับที่พระองค์ได้ทรงประทานความ
ความจำเริญแด่วงศ์วานของอิบรอฮีม แท้จริงพระองค์นั้นคือผู้ทรงได้รับการสรรเสริญและผู้ทรงได้รับเกียรติ"
และรายงานข้างต้นนี้ ท่านอิมามมุสลิมและอิมามอิบนิมาญะฮฺได้บรรทึกไว้เช่นเดียวกัน
2 . อิมามบุคอรีย์บันทึกไว้ในศ่อฮี้ฮฺ อิมามนะซาอีย์บันทึกไว้ในสุนัน อิมามอิบนิมาญะฮฺบันทึกไว้ในสุนัน
ตามรายงานของท่านอบีสะอี๊ด อัลคุดรีย์ รอฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า "เรา(หมายถึงบรรดาศ่อฮาบะฮฺ)ได้กล่าวแก่
ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ว่า การให้สลามแก่ท่านร่อซูลนั้นเรารู้แล้ว ดังนั้นจึงอยากทราบว่า
การให้ศอละวาตแก่ท่านนั้นจะกล่าวอย่างไร? ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
ท่านทั้งหลายจงกล่าวว่า
" ข้าแด่อัลลอฮฺ โปรดประทานพรแก่มุฮัมมัดผู้เป็นบ่าวและร่อซูลของพระองค์ เช่นเดียวกับที่พระองค์
ได้ทรงประทานพรแก่อิบรอฮีม และโปรดประทานความจำเริญแก่มุฮัมมัดและวงศ์วานของมุฮัมมัด
เช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงประทานความจำเริญแด่วงศ์วานของอิบรอฮีม "
3 . ท่านอิมามอะฮฺมัดบันทึกไว้ในสุนันของท่าน ตามรายงานของท่านมูซา บินฎอลฮะฮฺ จากบิดาของเขา
ว่า ฉันกล่าวแก่ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ว่าจะศอละวาตแก่ท่านอย่างไร?
ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ตอบว่า จงกล่าวว่า
" ข้าแด่อัลลอฮฺ โปรดประทานพรแด่มุฮัมมัด และแด่วงศ์วานของมุฮัมมัด เช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงประทานพร
แด่วงศ์วานของอิบรอฮีม แท้จริงพระองค์นั้นคือผู้ทรงได้รับการสรรเสริญ และผู้ทรงได้รับเกียรติ และโปรด
ประทานความจำเริญแด่มุฮัมมัดและแด่วงศ์วานของมุฮัมมัด เช่นเดียวกับที่พระองค์ได้ทรงประทาน
ความจำเริญแด่วงศ์วานของอิบรอฮีม แท้จริงพระองค์นั้นคือ ผู้ทรงได้รับการสรรเสริญ และผู้ทรงได้รับเกียรติ "
และยังมีรายงานหนึ่งระบุว่า
" ข้าแด่อัลลอฮฺ โปรดประทานพรแก่มุฮัมมัดและวงศ์วานของมุฮัมมัด เช่นเดียวกันกับที่พระองค์ได้ทรงประทาน
พรแก่อิบรอฮีม แท้จริงพระองค์นั้นคือผู้ทรงได้รับการสรรเสริญ และผู้ทรงได้รับเกียรติ และโปรดประทานความ
จำเริญแก่มุฮัมมัดและวงศ์วานของมุฮัมมัด เช่นเดียวกับที่พระองค์ได้ทรงประทานความจำเริญแก่อิบรอฮีม
แท้จริงพระองค์นั้นคือผู้ทรงได้รับการสรรเสริญและผู้ทรงได้รับเกียรติ "
ตามรายงานดังกล่าวนี้ข้างต้น ทำให้นักปราชญ์มีความเห็นว่า การศอละวาตแก่ท่านร่อซูล
ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม นั้นมีหลายแบบ หลายสำนวน แม้แต่เราจะใช้สำนวนที่มีคำกล่าว
อย่างน้อยก็ได้ เช่น
ก . " ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม " ใช้กล่าวเมื่อได้ยินชื่อท่านร่อซูล หรือ นบี หรือมุฮัมมัด
ข . เมื่อศอละวาตแด่ท่านให้ใช้คำว่า " อัลลอฮุมมะ ศ็อลลิ อะลา มุฮัมมัด หรือ อัลลอฮุมมะ ศ็อลลิ
อะลา มุฮัมมัด อันนะบียัล อุมมีย์
ค . สำหรับศอละวาตที่สมบูรณ์ที่สุดคือ " อัศศอละวาต อิบรอฮีมียะฮฺ " ที่พวกเราใช้กล่าวในละหมาด
ขณะอ่านตะชะฮฺฮุด สุดท้าย ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว
" " ผลดีของการระบุชื่อของท่าน นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ในจดหมาย ในหนังสือ ข้อเขียน
และตำรับตำราต่างๆ " "
1 . ท่านอิมามบัยฮะกีย์ และอิมามอัดดารกุฎนีย์ ได้บันทึกรายงานของท่านอบูบักร อัศศิดดี๊ก ร่อฎิยัลลอ
ฮุอันฮุ ไว้ว่า ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
" " ผู้ใดบันทึกวิชาใดจากฉัน(หมายถึงเขียนส่วนหนึ่งส่วนใดจากคำสอนของท่าน นบี) แล้วผู้เขียนได้เขียน
ศอละวาตแด่ฉันในข้อเขียนนั้น เขาผู้นั้นจะยังคงได้รับผลตอบแทน ตราบเท่าที่มีผู้อ่านข้อเขียนดังกล่าว " "
2 . ท่านอิมาม ฎ็อบรอนีย์และคนอื่นๆได้บันทึกรายงานจากท่าน อบีฮุรอยเราะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ
โดยท่านกล่าวว่า ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
" " ผู้ใดศอละวาตแก่ฉัน โดยศอละวาตนั้นถูกจารึกในหนังสือ หรือตำราเล่มหนึ่งเล่มใด บรรดามะลาอิกะฮฺจะ
ศอละวาตแก่เขาผู้นั้น ตราบใดที่ชื่อของฉันยังคงอยู่ในหนังสือหรือตำรับตำราเล่มนั้น " "
" " ชอบให้ศอละวาตแก่ท่าน นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มากๆในค่ำวันศุกร์และในวันศุกร์ " "
1 .บรรดาอิมาม อันได้แก่อะฮฺมัด อบูดาวู๊ด อันนะซาอีย์ อิบนีมาญะฮฺ อิบนีฮิบบานและอัลฮากีม
ได้บันทึกไว้จากรายงานของท่านเอาวฺซ์ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
กล่าวว่า " " แน่แท้ วันที่ดีที่สุดในบรรดาวันทั้งหลายของพวกท่านนั้นคือ วันศุกร์ ในวันนั้น อาดัม
ถูกสร้าง(หมายถึงอัลลอฮฺทรงสร้างอาดัม) และในวันนั้นอาดัมถูกเอาชีวิต(หมายถึงวะฟาต)
และในวันนั้นจะมีการเป่าสังข์ และในวันนั้นมนุษย์ทั้งหลายจะสลบไสลไม่ได้สติ(หลังจากเป่าสังข์แล้ว)
ดังนั้น พวกท่านจงศอละวาตให้แก่ฉันมากๆ แท้จริงการศอละวาตของพวกท่านที่มีต่อฉันนั้น
จะถูกนำมาเสนอแก่ฉัน บรรดาศ่อฮาบะฮฺกล่าวว่า โอ้ท่านร่อซูล ศอละวาตของพวกเราจะถูกเสนอ
แก่ท่านได้อย่างไร ในเมื่อศพของท่านได้ผุเปื่อยไปแล้ว? ท่านร่อซูลจึงกล่าวตอบแก่บรรดาศอหาบะฮฺว่า
แท้จริงอัลลอฮฺทรงห้ามแผ่นดินไม่ให้กินศพของบรรดาผู้เป็น นบี " "
2 . อิมาม บัยฮะกีย์ได้บันทึกรายงานของท่าน อบี อุมามะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า
ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
" " ท่านทั้งหลายจงศอละวาตให้แก่ฉันมากๆในทุกๆวันศุกร์ แท้จริงศอละวาตของประชาชาติของฉัน
(หมายถึงการให้ศอละวาตแด่ท่านร่อซูล) จะถูกเสนอแก่ฉันในทุกวันศุกร์ ผู้ใดที่ศอละวาตแก่ฉันมากที่สุด
เขาก็จะมีฐานะเป็นผู้ไกล้ชิดที่สุดกับฉัน " "

วันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

วาทกรรมแอบอ้างว่าตามชาฟิอีและอบูหะซัน อัลอัชอะรีย์



วาทกรรมแอบอ้างว่าตามชาฟิอีและอบูหะซัน อัลอัชอะรีย์
Somad Logos รู้สึกสงสัย
สลัฟคือบุคคลที่อยู่ในสามร้อยปีแรก แล้ววะฮาบีย์อ้างตัวเองว่าตามสลัฟ เลยเรียกว่าสลาฟียะห์
ส่วนสายเก่าก้ตามสลัฟเช่นกัน เช่นในเรื่องฟิกฮ์ก้ตามมัซฮับอีหม่ามชาฟิอีย์ที่ได้อิสติมบาตฮุก่มจากอัลกรุอ่านและอัลฮาดิษ ซึ่งพวกเราถุกเรียกว่า ชาฟิอียะห์
ส่วนในเรื่องเตาฮีดหลักเอี้ยะติก๊อดตามอิหม่ามอัลอัชอารีย์กำเนิดในยุคสลัฟเช่นกัน เลยถุกเรียกว่าอัชอารียะห์หรืออาชาอิเราะนั้นเอง
จึงอยากทราบว่า วะฮาบีย์มีการดำเนินตามแนวทางสลัฟอย่างไร
>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>
ชี้แจง
วาทกรรมและพฤติกรรมใส่ร้าย กล่าวหา มุสลิมที่ถูกปรำปรำ และอุปโลกน์ให้เป็นพวกคณะใหม่และวะฮบีย์ ถูกนำมาเผยแพร่ผ่านสื่ออินเตอร์เน็ต ระลอกแล้วระลอกเล่า และผ่านสู่สายตามมุสลิมทั่วโลก ซึ่งผู้รู้ควรชี้แจง ไม่ใช่ลอยตัวอยู่เหนือปัญหา โดยอ้างว่าทำไปก็ไม่มีประโยชน์ (คงไม่ได้ตังค์มากกว่า)
คุณ Somad Logos อ้างว่า
ส่วนสายเก่าก้ตามสลัฟเช่นกัน เช่นในเรื่องฟิกฮ์ก้ตามมัซฮับอีหม่ามชาฟิอีย์ที่ได้อิสติมบาตฮุก่มจากอัลกรุอ่านและอัลฮาดิษ ซึ่งพวกเราถุกเรียกว่า ชาฟิอียะห์
ชี้แจง
มีอะไรบ้างหรือที่บอกว่าตามอิหม่ามชาฟิอี มีประเพณีนียมที่ถูกอุตริขึ้นมา โดยทำให้เป็นพิธีกรรมศาสนา อันใดหรือ ที่ท่านตามอิหม่ามชาฟิอี แค่เริ่มต้นปฏิบัติละหมาด โดยกล่าวคำเนียต หรืออุศอ็ลลี ท่านก็ไม่ได้ตามชาฟิอีแล้ว อย่างอื่นไม่ต้องพูดถึง
มีการแอบอ้างว่า อิหม่ามชาฟิอี สอนให้กล่าวคำเนียต ปรากฏว่าอัลมาวัรดี ชี้แจงว่า เป็นการเข้าใจผิด
อิหม่ามอัลมาวัรดีย์กล่าวว่า
قَالَ أَبُو عَبْدِ اللَّهِ الزُّبَيْرِيُّ - مِنْ أَصْحَابِنَا - : لَا يُجْزِئُهُ حَتَّى يَتَلَفَّظَ بِلِسَانِهِ تَعَلُّقًا بِأَنَّ الشَّافِعِيَّ قَالَ فِي كِتَابِ " الْمَنَاسِكِ " : وَلَا يَلْزَمُهُ إِذَا أَحْرَمَ بِقَلْبِهِ أَنْ يَذْكُرَهُ بِلِسَانِهِ وَلَيْسَ كَالصَّلَاةِ الَّتِي لَا تَصِحُّ إِلَّا بِالنُّطْقِ فَتَأَوَّلَ ذَلِكَ عَلَى وُجُوبِ النُّطْقِ فِي النِّيَّةِ
อบูอับดุลลอฮ อัซซุบัยรีย์ จากสะหายของเรา กล่าวว่า “ มัน(การเนียต)จะใช้ไม่ได้ จนกว่า เขาจะกล่าวด้วยวาจาของเขา โดยอ้างว่า ชาฟิอีกล่าวในหนังสือ อัลมะนาสิกว่า “และเมื่อเขาเจตนาเอียะรอม ด้วยใจของเขาแล้ว ก็ไม่จำเป็นแก่เขาว่าจะต้องกล่าวมันด้วยวาจาของเขา โดยที่ไม่เหมือนกับละหมาด ซึ่ง มันจะใช้ไม่ได้ นอกจากต้องด้วยการกล่าวเป็นคำพูด ดังนั้น ดังกล่าวนั้น หมายถึงจำเป็นจะต้องกล่าวด้วยวาจาในการเนียต – ดูอัลหาวีย์อัลกะบีร เล่ม 2 หน้า 204
แล้วอิหม่ามอัลมาวัรดี ก็กล่าวแย้ง ข้ออ้างของอัซซุบัยดีย์ว่า
وَهَذَا فَاسِدٌ ، وَإِنَّمَا أَرَادَ وُجُوبَ النُّطْقِ بِالتَّكْبِيرِ
และนี้คือ เป็นคำพูดที่ผิดพลาด ความจริง เขา(อิหม่ามชาฟิอี) หมายถึง การกล่าวตักบีร ด้วยวาจา -ดูอัลหาวีย์อัลกะบีร เล่ม 2 หน้า 204
......
ในเรื่องนี้ อิหม่ามนะวาวีย์ ก็ได้ชี้แจงไว้เช่นกัน วาเป็นการเข้าใจที่ผิดพลาด
ท่านกล่าวว่า
قَالَ أَصْحَابُنَا : غَلِطَ هَذَا الْقَائِلُ ، وَلَيْسَ مُرَادُ الشَّافِعِيِّ بِالنُّطْقِ فِي الصَّلَاةِ هَذَا ، بَلْ مُرَادُهُ التَّكْبِيرُ وَلَوْ تَلَفَّظَ بِلِسَانِهِ وَلَمْ يَنْوِ بِقَلْبِهِ لَمْ تَنْعَقِدْ صَلَاتُهُ بِالْإِجْمَاعِ فِيهِ
บรรดาสหายของเรากล่าวว่า ผู้พูดคนนี้(คนที่อ้างคำพูดชาฟิอี)นั้นผิดพลาด ความต้องการของอิหม่ามชาฟิอี ไม่ได้หมายถึงกล่าว(คำเนียต)เป็นคำพูดในละหมาด ในกรณีนี้ แต่ทว่า เขา(อิหม่ามชาฟิอี)หมายถึงการกล่าวตักบีร และหากแม้กล่าวคำเนียตด้วยวาจา ของเขา และไม่ได้เนียตด้วยใจของเขา การละหมาดของเขาใช้ไม่ได้ ด้วยมติเอกฉันท์ของนักปราชญ์ในมัน – อัลมัจญมัวะ เล่ม 3 หน้า 241
.............



สำเนาหนังสือ อัลบะยาน ฟี มัซฮับอิหม่ามชาฟิอี เล่ม 2 ของชัยค์ กอซิม มุหัมหมัด อันนูรีย์ ที่ยืนยันว่า อิหม่ามชาฟิอีไม่ได้สอนให้กล่าวคำเนียต ในละหมาด และเป็นการเข้าใจผิด ของผู้ที่อ้างชาฟิอี
..............................................

แค่การเข้าสู่ละหมาด ก็ไม่ตามอิหม่ามชาฟิอี แล้วเรื่องอื่นๆ ไม่ต้องพูดถึง


................................................................

Somad Logos อ้างว่า
ส่วนในเรื่องเตาฮีดหลักเอี้ยะติก๊อดตามอิหม่ามอัลอัชอารีย์กำเนิดในยุคสลัฟเช่นกัน เลยถุกเรียกว่าอัชอารียะห์หรืออาชาอิเราะนั้นเอง
จึงอยากทราบว่า วะฮาบีย์มีการดำเนินตามแนวทางสลัฟอย่างไร
...........
ชี้แจง
แค่ เรื่อง พระเจ้า คุณก็ไม่ตามอะกีดะฮ อบูหะซันอัลอัชอะรีย์ แล้วมาอ้างตาม อิหม่ามอบูหะซัน อัลอัชอะรีย์ได้อย่างไร เพราะ
- อาชาอิเราะฮอะฮลุลกาลาม เชื่อว่าอัลลอฮ อยู่โดย ไม่มีสถานที่
- อิหม่ามอบูหะซัน อัลอัชอะรีย์ เชื่อว่า อัลลอฮอยู่บนฟ้า ดังหลักฐานต่อไปนี้
อิหม่ามอบูหะซัน อัลอัชอะรีย์ กล่าวว่า
ورأينا المسلمين جميعا يرفعون أيديهم إذا دعوا نحو السماء؛ لأن الله تعالى مستو على العرش الذي هو فوق السماوات، فلولا أن الله عز وجل على العرش لم يرفعوا أيديهم نحو العرش، كما لا يحطّونها إذا دعوا إلى الأرض
เราเห็นชาวมุสลิมทั้งหลายต่างยกมือของพวกเขาขึ้นสู่ฟ้ายามที่พวกเขาขอดุอาอ์ เพราะอัลลอฮฺผู้ทรงสูงส่งอยู่เหนืออะรัชที่อยู่เหนือชั้นฟ้าทั้งหลาย ถ้าหากว่าอัลลอฮฺไม่ได้อยู่เหนืออะรัช แน่นอนว่าพวกเขาจะไม่ยกมือของพวกเขาขึ้นไปยังอะรัช เช่นเดียวกับที่พวกเขาไม่ได้ชี้มือลงไปยังพื้นดินยามที่พวกเขาขอดุอาอ์- อัลอิบานะฮ หน้า 105
............
ขอให้ผู้อ่านพิสูจน์ จากข้อมูลข้างต้น แล้ว เทียบดูว่า คนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นวะฮบีย์ หรือ สายใหม่ กับคนที่อ้างว่า เป็นสายเก่า ใครกันแน่ ที่ตามอิหม่ามชาฟิอีจริง และใครกันแน่ที่ตามอิหม่ามอบูหะซันอัลอัชอะรีย์จริง
والله أعلم بالصواب
อะสัน หมัดอะดั้ม

คำว่า อิสติวาอฺ หมายถึงการสถิตอยู่เบื้องสูง


คำว่า อิสติวาอฺ หมายถึงการสถิตอยู่เบื้องสูง

สืบเนื่องมาจาก มีผู้อ้างว่า การแปลความหมาย อิสติวาอฺ ว่า สถิต และ แปลว่า สถิต และแปลว่าอยู่เบื่องสูงนั้น เขาบอกว่า เป็นการแปลที่โกหก และสร้างฟิตนะฮ และกล่าวหาผมว่า การแปลว่าอยู่เบื้องสูงนั้น ผมแปลโกหก จึงขอชี้แจง เพื่อให้เข้าใจทั่วกันว่า
อายะฮที่ว่า
لرَّحْمَنُ عَلَى الْعَرْشِ اسْتَوَى
[20.5] ผู้ทรงกรุณาปรานี ทรงสถิตย์อยู่เหนือบัลลังก์
อิบนุอับดิลบัร (ร.ฮ) ปราชญ์มัซฮับมาลิกี มีชื่อเต็มว่า أبو عمر يوسف بن عبد الله النمري มีชีวิต ระหว่าง ปี ฮ.ศ 368 -463 ได้อธิบาย ความหมาย “อิสติวาอ” ในอายะฮว่า “ คือ การสถิต อยู่ เบื้องสูง ดังหลักฐานคำพูดของเขาคือ
وهذه الآيات كلها واضحات في إبطال قول المعتزلة وأما ادعاؤهم المجاز في الاستواء وقولهم في تأويل استوى استولى فلا معنى له لأنه غير ظاهر في اللغة ومعنى الاستيلاء في اللغة المغالبة والله لا يغالبه ولا يعلوه أحد وهو الواحد الصمد

บรรดาอายะฮเหล่านี้ทั้งหมด ชัดเจน ในการลบล้างคำพูดของพวกมุอฺตะซิละฮ และสำหรับการอ้างของพวกเขาว่า เป็นมะญัซ(คำอุปมา)ในคำว่าอิสติวาอฺ และคำพูดของพวกเขา ในการตีความ คำว่า “อิสตะวา” เป็น “อิสเตาลา”(ครอบครอบ หรือยึดครอง)นั้น ไม่มีความหมายสำหรับมัน เพราะไม่ปรากฏใน หลักภาษา และ ความหมายคำว่า "อิสติลาอฺ"ในทางภาษา หมายถึง การมีชัย ทั้งๆที่อัลลอฮ ไม่มีคนใดต่อสู้กับพระองค์ และไม่มีคนใดชัยชนะพระองค์ได้ และพระองค์ คือผู้ทรงเอกกะ ทรงเป็นที่พึ่ง- อัตตัมฮีด เล่ม 7 หน้า 131
และท่านอิบนุอับดุลบีรกล่าวต่อไปว่า
والاستواء معلوم في اللغة ومفهوم وهو العلو والارتفاع على الشيء والاستقرار والتمكن فيه قال أبو عبيدة في قوله تعالى: {اسْتَوَى} قال علا قال وتقول العرب استويت فوق الدابة
และอิสติวาอฺนั้น เป็นที่รู้กันในหลักภาษา และเป็นที่เข้าใจกัน คือ สูง ,ขึ้น บน สิ่งนั้น ,การสถิต และ การดำรงอยู่ ในมัน
อบูอุบัยดะฮ กล่าวในคำตรัสของอัลลอฮ ตะอาลาที่ว่า (อิสตะวา) เขากล่าวว่า “อยู่สูง ,เขากล่าวว่า “และอาหรับกล่าวว่า “ฉันอิสติวาอ์ บน สัตว์พาหนะ
และท่าน อิบนุอับดิลบัร หรืออบูอัมริน กล่าวต่อไปอีกว่า
قال أبو عمر الاستواء الاستقرار في العلو وبهذا خاطبنا الله عز وجل
อบูอัมริน กล่าวว่า " อัลอิสติวาอฺคือ การสถิต อยู่ เบื้องสูง และด้วยคำนี้ อัลลอฮ ผู้ทรงสูงส่ง และทรงเลิศยิ่ง ได้สนทนากับเรา - อัตตัมฮีด เล่ม 7 หน้า 131
........
สรุปคือ อิสติวาอฺ ในอายะฮ หมายถึง การสถิต หรือการอบู่เบื้องสูง เหนืออะรัช ส่วนคนที่กล่าวว่าว่า ความหมายนี้ โกหก ก็ขอให้เตาบะฮต่ออัลลอฮ ที่ใส่ร้ายผู้อื่นว่า แปลฟิตนะฮ

والله أعلم بالصواب

เครดิต...
อะสัน หมัดอะดั้ม

การตะวีลในทัศนะปราชญ์ยุคสะลัฟ ไม่ใช่การตีความแบบพวกตรรกนิยม



การตะวีลในทัศนะปราชญ์ยุคสะลัฟ ไม่ใช่การตีความแบบพวกตรรกนิยม
การตะวีลในความเข้าใจของปราชญ์ยุคสะลัฟ
คำว่า ตะวีล"ในทัศนะสัฟ คือ
การอรรถาธิบาย( التفسير ) และ การอธิบาย (البيان ) ดังที่นบี ศอ็ลฯ ได้ดุอาให้แก่ อิบนุอับบาสว่า
اللهم فقهه في الدين ، وعلمه التأويل
โอ้อัลลอฮได้โปรดให้เขาเข้าใจศาสนา และได้โปรดสอนการตะวีลให้เขาด้วยเถิด - เศาะเฮียะอิบนุหิบบาน หะดิษหมายเลข 7055
คำว่า "التأويل" (อัตตะวีล)ในที่นี้ คือ การอรรถาธิบายอัลกุรอ่าน
อิหม่ามอิบนุญะรีร (ร.ฮ) กล่าวว่า
إن الصحابة رضوان الله عليهم – كانوا يفهمون معاني القرآن, وتأويله، وتفسيره بما يوافق الطريقة النبوية في الإثبات، فعن ابن مسعود رضي الله عنه قال: كان الرجل منا إذا تعلم عشر آيات، لم يجاوزهن حتى يعرف معانيهن، والعمل بهن
แท้จริงบรรดาเศาะหาบะฮ (ร.ฎ) พวกเขาเข้าใจความหมายอัลกุรอ่าน และการอรรถาธิบายมัน และ การอธิบายมัน ด้วยสิ่งที่สอดคล้อง กับแนวทางแห่งนบี ในการยืนยัน และมีรายงานจากอิบนุมัสอูด (ร.ฎ) กล่าวว่า "มีชายคนหนึ่งจากพวกเรา เมื่อเขาเรียน สิบอายาต เขาจะไม่ผ่านมันไป จนกว่าเขาจะรู้จักบรรดา ความหมายของมัน และได้ปฏิบัติด้วยมัน - ตัฟสีรอัฏฏอ็บรีย์ 1/44
حَدَّثَنَا عُمَرُ بْنُ حَفْصٍ حَدَّثَنَا أَبِي حَدَّثَنَا الْأَعْمَشُ حَدَّثَنَا مُسْلِمٌ عَنْ مَسْرُوقٍ قَالَ قَالَ عَبْدُ اللَّهِ رَضِيَ اللَّهُ عَنْهُ وَاللَّهِ الَّذِي لَا إِلَهَ غَيْرُهُ مَا أُنْزِلَتْ سُورَةٌ مِنْ كِتَابِ اللَّهِ إِلَّا أَنَا أَعْلَمُ أَيْنَ أُنْزِلَتْ وَلَا أُنْزِلَتْ آيَةٌ مِنْ كِتَابِ اللَّهِ إِلَّا أَنَا أَعْلَمُ فِيمَ أُنْزِلَتْ وَلَوْ أَعْلَمُ أَحَدًا أَعْلَمَ مِنِّي بِكِتَابِ اللَّهِ تُبَلِّغُهُ الْإِبِلُ لَرَكِبْتُ إِلَيْهِ
ความหมายตัวบท
รายงานจากมัสรูก กล่าวว่า "อับดุลลอฮ(บินมัสอูด)(ร.ฎ)กล่าวว่า ขอสาบานด้วยนามแห่งอัลลอฮ ผู้ซึ่งไม่มีพระเจ้าอื่นใดอื่นจากพระองค์ ไม่มีซูเราะฮใดถูกประทานลงมาจากคัมภีร์ แห่งอัลลอฮ นอกจากข้าพเจ้า รู้ ว่ามันถูกประทานลงมาที่ใหน และ ไม่มีอายะฮใดถูกประทานลงมา จากคัมภีร์แห่งอัลลอฮ นอกจากข้าพเจ้า รู้ว่า มันถูกประลงมาในเรื่องอะไร และถ้าข้าพเจ้า รู้ว่าคนใด มีความรู้ เกี่ยวกับคัมภีร์ของอัลลอฮ ยิ่งกว่าข้าพเจ้า ,อูฐจะนำไปให้ถึงเขาได้ ข้าพเจ้าก็จะขี่ไปยังเขาผู้นั้น - รายงานโดยบุคอรีย์
......
การอ้างว่าสะลัฟตีความ (ตะวีล)อายาตสิฟาต ด้วยการเปลี่ยนความหมายของมันที่ปรากฏตามตัว ไปเป็นความหมายอื่นตามความคิดเห็นหรือ มอบหมายความหมายไปยังอัลลอฮ โดยไม่รู้และไม่ยุ่งกับความหมายของมันนั้น เป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง
อัลกอฎีย์ อบูยะอลากล่าวว่า
ودليل آخر على إبطال التأويل أن الصحابة ومن بعدهم من التابعين حملوها على ظاهرها، ولم يتعرضوا لتأويلها، ولا صرفها عن ظاهرها، فلو كان التأويل سائغاً، لكانوا أسبق إليه لما فيه من إزالة التشبيه، ورفع الشبه، بل قد روي عنهم ما دل على إبطاله
และหลักฐานอื่นอีก ที่แสดงถึงการเป็นโมฆะ ของการตีความ คือ แท้จริง บรรดาเศาะหาบะฮ และบรรดาตาบิอีน ยุคหลังจากพวกเขา ได้ถือมัน บนความหมายที่ปรากฏของมัน และพวกเขาจะไม่แสดงความเห็นด้วยการตีความ(ตะวีล) และไม่เปลี่ยนแปลงความหมายของมันจาก ความหมายที่ปรากฏของมัน ดังนั้น ถ้าการตีความ เป็นสิ่งที่อนุญาตให้ทำได้ แน่นอน พวกเขาก็จะ ล่วงหน้าไปยังมัน (หมายถึงทำการตีความมาก่อนหน้าแล้ว) เพราะในมัน เป็นส่วนหนึ่งจากการให้หายจากการตัชบีฮ(การเข้าใจว่าคล้ายคลึงมัคลูค) และการขจัดความคลุมเครือ ,ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งถูกรายงานจากพวกเขา มันแสดงบอกถึงความเป็นโมฆะของมัน (ของการตีความ) - อิบฏอลุอัตตะวีลาตลิอัคบาริสสิฟาต หน้า 71
.............
เพราะฉะนั้นการอ้างว่าสะลัฟตีความสิฟาตอัลลอฮ หรือ ไม่มีใครรู้ความหมายอายาตสิฟาต เป็นการแอบอ้างสะลัฟ
อัลมัคริซีย์ (ร.ฮ) กล่าวเกี่ยวกับแนวทางของเศาะหาบะฮและตาบีอีน ในประเด็นบรรดาคุณลักษณะ(สิฟาต)อัลลอฮ ว่า
إنه لم يرد قط من طريق صحيح، ولا سقيم عن أحد من الصحابة رضي الله عنهم على اختلاف طبقاتهم، وكثرة عددهم أنه سأل رسول الله صلى الله عليه وسلم عن معنى شيء مما وصف الرب سبحانه به نفسه الكريمة في القرآن الكريم وعلى لسان نبيه محمد صلى الله عليه وسلم, بل كلهم فهموا معنى ذلك وسكتوا عن الكلام في الصفات
แท้จริง ไม่ปรากฏจากรายงานที่เศาะเฮียะ หรือ เฎาะอีฟ จากคนใดในหมู่เศาะหาบะฮ (ร.ฎ) บนความแตกต่างของระดับของพวกเขา และจำนวนมากในหมู่พวกเขา เมื่อเขาถามรซูลุลลอฮ ศอ็ลฯ เกี่ยวกับความหมาย สิ่งใด จากสิ่งที่พระเจ้าได้อธิบายคุณลักษณะให้แก่ตัวพระองค์อันทรงเกียรติ์เอง ด้วยมันในอัลกุรอ่าน อันทรงเกียรติ์ และบนวาจาของนบีของพระองค์,มุหัมหมัด ศอ็ลฯ แต่ทว่า พวกเขาทั้งหมด เข้าใจความหมายดังกล่าวและนิ่งเงียบจากการวิภาษในบรรดาสิฟาต..... - อัลมะวาอิซวัลเอียะติบาร ของ อัลมักรีซีย์ เล่ม 2 หน้า 356
..............
จากข้อมูลข้างต้น สรุปว่าบรรดาปราชญยุคสะลัฟ เขารู้ความหมายอายาตและหะดิษสิฟาต พวกเขาไม่ตีความแบบอะฮลุลกาลาม หรือพวกตรรกนิยม แต่พวกเขาอธิบายความหมายที่พวกเขารู้และเข้าใจ
อัลมักริซีย์ (ร.ฮ) กล่าวอีกว่า
وهكذا أثبتوا، رضي الله عنهم ما أطلقه الله عز وجل، على نفسه الكريمة من الوجه واليد، ونحو ذلك مع نفي مماثلة المخلوقين فأثبتوا رضي الله عنهم بلا تشبيه, ونزهوا من غير تعطيل, ولم يتعرض مع ذلك أحد منهم إلى تأويل شيء من هذا، ورأوا بأجمعهم إجراء الصفات كما وردت، ولم يكن عند أحد منهم شيء من الطرق الكلامية, ولا مسائل الفلسفة, فقضى عصر الصحابة رضي الله عنهم على هذا
และในทำนองนี้ พวกเขา (เหล่าเศาะหาบะฮและตาบินอีน ร.ฎ ) ยืนยัน(อิษบาตสิฟาต) สิ่งที่อัลลอฮได้กล่าวให้แก่ตัวของพระองค์เอง อันทรงเกียรติ์ เช่น ใบหน้า(الوجه ) ,มือ (اليد )และในทำนองดังกล่าวนั้น พร้อมกับปฏิเสธการเหมือนกับบรรดามัคลูค ,พวกเขา(ร.ฎ)ยืนยัน(สิฟาต) โดยไม่เปรียบเทียบ(กับมัคลูค)และพวกเขาทำให้บริสุทธิ์(จากสิ่งที่ไม่คูควร) โดยไม่ปฏิเสธสิฟาต ไม่มีคนใดจากพวกเขาแสดงความคิด พร้อมกับดังกล่าวนั้น ไปสู่การตีความ(ตะวีล) สิ่งใดๆจากสิ่งนี้ และพวกเขาเห็นด้วยมติของพวกเขา ให้ปล่อยบรรดาสิฟาต เหมือนกับสิ่งที่มันได้มีมา และไม่ปรากฏสิ่งใดจากพวกเขา จากบรรดาแนวทางอัลกะรอมียะฮ,และไม่มีบรรดาประเด็น ปรัชญา แล้ว ยุคของเหล่าเศาะหาบะฮ (ร.ฎ) ได้ดำเนินไปบนสิ่งนี้ -จากตำราที่อ้างแล้ว
..........
สรุปสะลัฟยุคเศาะหาบะฮและตาบิอีน ยืนยันสิฟาตตามตัวบท โดยไม่ตีความ
والله أعلم بالصواب
อะสัน หมัดอะดั้ม

วาทกรรมวะฮบีย์ทำลายกุโบร์


วาทกรรมวะฮบีย์ทำลายกุโบร์
อาชาอีเราะ ตนนึงกล้าวว่า....
 พี่น้องครับตอนนี้นำ้เริ่มแห้งแล้วครับสันดอนเริ่มผุดแล้ววะฮะบีชีอะพวกนี้พวกเดียวกันวะฮะบีชีอะเมืองไทยกลับตัวเถอะไม่สายทีกลับมาสู่อาชาอีเราะทางสายกลางที่ปฎิบัติกันมาตอนนี้ความคิดที่ว่าอัลเลาะห์เหมือนวัตถุแล้วนะมีแล้วนะชีอะทำลายกะบะวะฮะบีทำลายกูบูรเชื้อสายตระกูลสาอุดีชาวยิวแผนการของยิวดูประวัติศาสตร์สมัยอุสมานียะเกิดการเปลี่ยนแปลงทำให้อิสลามปั่นปว่นเพราะยิวให้เราทะเลาะกันเอง
ถูกใจ · 1 · 54 นาที
>>>>>>>>>>>>
วาทกรรมโจมตีวะฮบีทำลายกุโบร์ มีให้พบบ่อยจนชินเสียแล้ว ข้างต้นก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่าง จึ่งใคร่ขอชี้แจงเพื่อความเข้าใจดังนี้
ข้อห้ามเกี่ยวกับหลุมศพ เช่น
ท่านญาบิร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า
๑. ห้ามตกแต่งหลุมศพให้สวยงามด้วยหินปูน (ห้าม)นั่งบนมัน และ(ห้าม)ปลูกสิ่งก่อสร้างบนหลุมศพ(กุโบร์)
نَهَى رَسُولُ اللهﷺ أَنْ يُجَصَّصُ القَبْر وَأَنْ يُقْعَد عَليهِ وَأَنْ يُبْنَى عَلَيْه
“ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะสัลลัม ได้ห้ามตกแต่งหลุมศพให้สวยงามด้วยโบกปูน (ห้าม)นั่งบนมัน และ(ห้าม)ปลูกสิ่งก่อสร้างบนมัน”
(บันทึกโดยมุสลิม)
๒.ห้ามละหมาดหันไปทางหลุมศพ
ท่านอบู มิรษัด อัล-เฆาะนะวียฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า
لَا تَجْلِسُوا عَلَى القُبُورِ وَلَا تُصَلّوا إِلَيْها
“พวกท่านจงอย่านั่งบนหลุมศพ และอย่าได้ละหมาดหันไปทางมัน”
(บันทึกโดยมุสลิม
มนุษย์ทุกคนมีฐานะเป็นบ่าวของอัลลอฮ หลุุมศพไม่ใช่สิ่งบ่งบอกฐานะ เกียรติยศ ทางดุนยา เพราะฉะนั้นหลุมศพที่คนจะต้องเท่าเทียมกัน และท่านนบี ศอ็ลฯ สั่งให้มีการปรับหลุมศพให้เท่าเทียมกัน
ท่านฟะฎอละฮฺ บินอุบัยด์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า
سَمِعْتُ رَسُولَ اللهِﷺ يَأْمُرُ بِتَسْوِيَتِها» [(أي: القبور)
“ฉันได้ยินท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะสัลลัมใช้ให้ปรับมัน(หลุมศพ)ให้เท่ากัน” (บันทึกโดยมุสลิม)
ท่านอบู อัล-ฮัยยาจญ์ อัล-อะสะดียฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า ท่านอะลี บินอบีฏอลิบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้บอกฉันว่า
«أَلَا أَبْعَثُكَ عَلَى مَا بَعَثَنِي عَلَيْهِ رَسُولُ اللهِ ﷺ أَلَا تَدَعْ تِمْثَالًا إِلّا طَمَسْتَه، وَلَا قَبْراً مُشرفا إِلّا سَوَّيْتَه» [أخرجه مسلم[
“พึงทราบเถิด ฉันจะส่งท่านไปทำที่ในสิ่งที่ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะสัลลัม เคยส่งฉันไปทำ (ท่านกล่าวว่า) “เจ้าจะต้องไม่ปล่อยรูปปั้นใดเว้นแต่เจ้าจะรื้อถอนมัน และ(ไม่ปล่อย)หลุมศพใดที่ก่อสูง เว้นแต่เจ้าจะปรับมันให้เท่ากัน(กับหลุมอื่นๆ)”(บันทึกโดยมุสลิม)
อิหม่ามนะวาวีย์ (ร.ฮ)กล่าวว่า
:
" فِيهِ : أَنَّ السُّنَّةَ أَنَّ الْقَبْرَ لَا يُرْفَعُ عَلَى الْأَرْضِ رَفْعًا كَثِيرًا ، وَلَا يُسَنَّمُ ؛ بَلْ يُرْفَعُ نَحْوَ شِبْرٍ وَيُسَطَّحُ ، وَهَذَا مَذْهَبُ الشَّافِعِيِّ وَمَنْ وَافَقَهُ ،
ในหะดิษนี้ (เป็นหลักฐานแสดงว่า)แท้จริง ตามสุนนะฮนั้น หลุมศพจะไม่ถูกยกขึ้น บนพื้นดินให้สูงมาก และจะไม่ถูกยกสูง แต่ทว่า ให้ยกสูงประมาณหนึ่งคืบ และปรับให้ราบ(กับพื้น) และนี้คือ มัซฮับชาฟิอีและผู้ที่เห็นฟ้องกับเขา - ดู ชัรหุมุสลิม ๗/๓๖
อิหม่ามชาฟิอี (ร.ฮ)กล่าวว่า
وَقَدْ رَأَيْت مِنْ الْوُلَاةِ مَنْ يَهْدِمَ بِمَكَّةَ مَا يُبْنَى فِيهَا فَلَمْ أَرَ الْفُقَهَاءَ يَعِيبُونَ ذَلِكَ
และแท้จริง ข้าพเจ้าเห็นบรรดาผู้ปกรองได้ทำลายสิ่งก่อสร้างบนกุโบร์ ที่มักกะฮ ข้าพเจ้าไม่เห็นบรรดาฟุเกาะฮาอฺ(นักกฏหมายอิสลาม)ตำหนิ เรื่องดังกล่าวเลย - ดู อัลอุม ของอิหม่ามชาฟิอีย์ เล่ม ๑ หน้า ๑๗๗
อิหม่ามชาฟิอี (ร,ฮ) กล่าวว่า
وَإِنَّمَا أُحِبُّ أَنْ يُشَخِّصَ عَلَى وَجْهِ الْأَرْضِ شِبْرًا أَوْ نَحْوَهُ وَأُحِبُّ أَنْ لَا يُبْنَى ، وَلَا يُجَصَّصَ فَإِنَّ ذَلِكَ يُشْبِهُ الزِّينَةَ وَالْخُيَلَاءَ ، وَلَيْسَ الْمَوْتُ مَوْضِعَ وَاحِدٍ مِنْهُمَا ، وَلَمْ أَرَ قُبُورَ الْمُهَاجِرِينَ وَالْأَنْصَارِ مُجَصَّصَةً
และความจริงข้าพเจ้าชอบให้ มัน(หลุมศพ)ถุกยกขึ้นเหนือพื้นดิน หนึ่งคืบหรือในทำนองนั้น และข้าพเจ้า ชอบไม่ให้มันถูกก่อสร้างและถูกโบกปูน เพราะแท้จริงดังกล่าวนั้น คล้ายคลึงกับการประดับประดาและการโอ้อวด ทั้งๆที่การตายนั้น ไม่ใช่สถานสำหรับคนหนึ่งคนใดจากทั้งสองนั้น และ ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นบรรดาหลุมศพของชาวมุฮาญิรีนและอันศอรฺ ถูกโปกปูนเลย – ดู อันอุม ของอิหม่ามชาฟิอี เล่ม 1 หน้า ๑๗๗ กิตาบุลญะนาซะฮ
>>>>>>
มันเป็นเรื่องแปลก ที่คนบางกลุ่มที่อ้างว่าสังกัดมัซฮับชาฟิอี ได้ร่วมสังฆกรรมกับชีอะฮ โจมตีรัฐบาลซาอุ และคนที่เขาเรียกว่า "วะฮบีย์ "ว่า พวกทำลายกุโบร์ ตลอดเวลา ด้วยอคติโดยการนั่งเทียนกล่าวหา ไม่ได้ศึกษาว่า ท่านนบี ศอ็ลฯและผู้นำมัซฮับเขาสอนไว้อย่างไร ช่างน่าอดสูยิ่งนัก
والله أعلم بالصواب
อะสัน หมัดอะดั้ม

วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

อิหม่ามอะหมัดส่งเสริมให้จูบกุโบร์จริงหรือ



อิหม่ามอะหมัดส่งเสริมให้จูบกุโบร์จริงหรือ
อะหมัดรอชีดี อิสมัญ อัลอัชอะรีย์
กล่าวว่า....
วะฮ์ฮาบีคณะใหม่ที่ตามอิบนะตัยมียะฮ์ จะหุก่มว่าท่านอิหม่ามอะหมัด ลงนรกไหมครับ ? ถ้าพวกท่านหุก่มอิหม่ามอะหมัดลงนรกในเรื่องการอนุญาตจูบสุสาน แน่นอนพวกท่านตกเป็นพวกค่อวาริจญฺและพวกบิดอะฮ์ตามทัศนะของท่านอิหม่ามอัซซะฮะบีย์ !....................
การมักง่ายหุก่มกาฟิรของวะฮฺฮาบีนั้น ถือเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ เพราะหมายถึงว่า พวกวะฮฺฮาบีหุก่มท่านอิหม่ามอะหมัด อิบนุ ฮัมบัล ซึ่งเป็นหัวหน้ามัษฮับของวะฮฺฮาบีส่วนใหญ่ ว่าตกเป็นกาฟิรไปด้วย “ วัลอิยาซุบิลลาฮฺ ” โดยที่ท่านอิหม่ามอะหมัดเองท่านอนุญาตให้ทำการจูบสุสานเพื่อเอาบะรอกะฮ์ได้โดยไม่ตกศาสนาแต่อย่างใด
ได้มีบันทึกจากท่านอับดุลลอฮฺ บุตรของท่านอิหม่ามอะหมัด อิบนุ ฮัมบัล ปราชญ์ใหญ่แห่งสะลัฟว่า
“ ท่านอิหม่ามอะหมัด อิบนุฮัมบัล(ปราชญ์หัวหน้ามัษฮับฮัมบะลีย์แห่งยุคสะลัฟศอลิห์)ถูกถามเรื่องชายผู้หนึ่งที่ทำการลูบสัมผัสมิมบัรของท่านนะบีย์ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ชายผู้นั้นได้ทำการเอาบะรอกัตด้วยการสัมผัส และก็ได้ทำการจูบมิมบัรนั้น และเขาก็กระทำการดังกล่าวที่สุสานหรือกระเสมือนกับการกระทำแบบนี้ เพื่อหวังความใกล้ชิดไปยังอัลลอฮฺผู้ทรงยิ่งใหญ่เกรียไกร ท่านอิหม่ามอะหมัดตอบว่า : ไม่เป็นไร : ”
อัลอิลัล เล่ม 2, หน้าที่ 492.
ท่านอัซซะฮะบีย์ ปราชญ์อะฮฺลิสซุนนะฮ์วัลญะมาอะฮ์ที่วะฮฺฮาบีนับถือ (ปี 673-748 ฮิจเราะฮ์) ก็ได้กล่าวว่า
قُلْتُ: أَيْنَ الْمُتَنَطِّعُ الْمُنْكِرُ عَلَى أَحْمَدَ، وَقَدَ ثَبَتَ أَنَّ عَبْدَ اللهِ سَأَلَ أَبَاهُ عَمَّنْ يَلْمَسُ رَمَانَةَ مِنْبَرِ النَّبِيِّ، صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ، وَيَمُسُّ الْحُجْرَةَ النَّبَوِيَّةَ، فَقَالَ: لاَ أَرَى بِذَلِكَ بَأْساً. أَعَاذَنَا اللهُ وَإِيَّاكُمْ مِنْ رَأْيِ الْخَوَارِجِ وَمِنَ الْبِدَعِ
“ ข้าพเจ้าขอกล่าวว่า คนไหนกันที่คิดลึกเลยเถิดที่จะมาตำหนิท่านอะหมัด แท้จริงได้ยืนยันว่า ท่านอับดุลลอฮฺ(บุตรของอิหม่ามอะหมัด)ได้ถามบิดาของเขาจากผู้ที่ลูบขอบมิมบัรของท่านนะบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลัม และสัมผัสห้องของท่านนะบีย์ ท่านบิดา(คืออิหม่ามอะหมัด)กล่าวว่า ฉันเห็นว่าสิ่งดังกล่าวนั้นไม่เป็นไร. (ท่านอัซซะฮะบีย์กล่าวว่า) ขออัลลอฮฺทรงให้เราและพวกท่านพ้นจากความเห็นของพวกค่อวาริจญฺและบิดอะฮ์ทั้งหลายด้วยเถิด ”
ซิยัรอะอฺลาม อันนุบะลาอฺ เล่ม 11, หน้า 212.
@@@@@@@@@@@@@@@@@@
ชี้แจง
บาบออะหมัดรอชีดี อิสมัญ อัลอัชอะรีย์ ของเราเริ่มหนักข้อเข้าทุกวัน อะไรๆ ก็ยัดข้อหาให้วะฮบีย์ ผมว่าถ้าใครรักแก ก็ควรจะแนะนำให้ไปตรวจสมองและจิตใจบ้าง อะไรกันหนักหนา ใครหุกุมอิหม่ามอะหมัด ตกนรกหรือครับ บ้าไปหรือเปล่า
……..
กรณีหลักฐาน ที่อ้างว่าอิหม่ามอะหมัดส่งเสริมให้จูบกุโบร์เพื่อบะเราะกัตนั้น มันมีปัญหา ว่า ท่านได้พูดจริงไหม เพราะรายงานดังกล่าวปราชญมัซฮับหัมบะลีเองก็บอกว่า ไม่เศาะเฮียะ มาดูซิครับ ท่านบาบอ อะหมัดรอชีดี อิสมัญ อัลอัชอะรีย์
หาฟิซอิบนุหะญัร (ร.ฮ) กล่าวเกี่ยวกับรายงานของอิหม่ามอะหมัดว่า
فَنُقِلَ عَنِ الْإِمَامِ أَحْمَدَ أَنَّهُ سُئِلَ عَنْ تَقْبِيلِ مِنْبَرِ النَّبِيِّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ وَتَقْبِيلِ قَبْرِهِ فَلَمْ يَرَ بِهِ بَأْسًا ، وَاسْتَبْعَدَ بَعْضُ أَتْبَاعِهِ صِحَّةَ ذَلِكَ ، وَنُقِلَ عَنِ ابْنِ أَبِي الصَّيْفِ الْيَمَانِيِّ أَحَدِ عُلَمَاءِ مَكَّةَ مِنَ الشَّافِعِيَّةِ جَوَازَ تَقْبِيلِ الْمُصْحَفِ وَأَجْزَاءِ الْحَدِيثِ وَقُبُورِ الصَّالِحِينَ الْأَحْكَامُ الَّتِي تُنْسَبُ إِلَى الدِّينِ لَا بُدَّ مِنْ ثُبُوتِهَا فِي نُصُوصِ الدِّينِ وَكُلُّ مَا لَمْ يَكُنْ عَلَيْهِ الْأَمْرُ فِي زَمَنِ التَّشْرِيعِ وَفِي نُصُوصِ التَّشْرِيعِ فَهُوَ مَرْدُودٌ عَلَى مَنْ يَزْعُمُهُ . وَتَقَدَّمَ قَوْلُ الْإِمَامِ الشَّافِعِيِّ " وَلَكِنَّا نَتَّبِعُ السُّنَّةَ فِعْلًا أَوْ تَرْكًا
ได้ถูกรายงานจาก อิหม่ามอะหมัด ว่าเขาถูกถามเกี่ยวกับ การจูบมินบัร นบี ศอ็ลฯ และการจูบหลุมศพของท่าน แล้วเขาเห็นว่า “ไม่เป็นไร” (อิบนุหะญัรกล่าวว่า) ส่วนหนึ่งของผู้ที่เจริญรอยตามเขา (หมายถึงบรรดาปราชญ์มัซฮับอิหม่ามอะหมัด) เห็นว่า รายงานดังกล่าวห่างใกลความถูกต้อง(เศาะเฮียะ) และรายงานจาก อิบนุอบี ศัยยิฟ อัลญะมานีย์ คนหนึ่งจากบรรดาปราชญ์ มัซฮับชาฟิอีย์ อนุญาตให้จูบเล่มคัมภีร์ อัลกุรอ่าน ,ชิ้นส่วนต่างๆของหะดิษ และบรรดาหลุมศพบรรดาคนดีๆ (หาฟิซอิบนุหะญัรกล่าวว่า) บรรดาหุกุม(กฏข้อบังคับ) ที่อ้างอิงศาสนานั้น จำเป็นจะต้องมีบรรดาตัวบท(หลักฐาน)ทางศาสนามายืนยันมัน และทุกสิ่งที่ไม่มีคำสั่งในสมัยแห่งการบัญญัติศาสนาบัญญัติ และไม่มีในบรรดาตัวบทแห่งศาสนาบัญญัติ มันก็จะถูกตีกลับ ไปยังผู้ที่อ้างมัน (หมายถึงไม่ถูกตอบรับจากอัลลอฮ) และ คำพูดของอิหม่ามชาฟิอี ได้ผ่านมาก่อนหน้านี้แล้วว่า (เขากล่าวว่า ) แต่พวกเราตาม สุนนะฮ ที่ปฏิบัติ และที่ละทิ้ง – ฟัตหุลบารีย 3/475
จากคำอธิบายของหาฟิซอิบนุหะญัรสรุปว่า
1. การที่รายงานว่า อิหม่ามอะหมัด อนุญาตให้ลูบและจูบหลุมศพนบี ศอ็ลฯเพื่อตะบัรรุกได้นั้น บรรดาปราชญ์ที่ตามอิหม่ามอะหมัด เห็นว่า รายงานนั้นห่างใกลจากความถูกต้อง
2. การที่มีปราชญ์มัซฮับชาฟิอีคนหนึ่ง อนุญาตให้จูบ มุศหับ ,ชิ้นส่วนต่างๆของหะดิษ และบรรดาหลุมศพบรรดาคนดีๆนั้น อิบนุหะญัร วิจารณ์ว่า การอ้าง หุกุมต่างๆของ ศาสนานั้นต้องมีหลักฐาน ทุกสิ่งที่ไม่มีคำสั่ง ไม่มีตัวบท ในศาสนบัญญัตินั้น ไม่ถูกรับรอง
3. อิหม่ามชาฟิอี กล่าวว่า เราจะตามสุนนะฮ ที่นบีทำ และสุนนะฮที่นบีละทิ้ง ซึ่งหมายถึง ปฏิบัติในสิ่งที่นบี ศอ็ลฯปฏิบัติและละทิ้งในสิ่งที่นบีไม่ปฏิบัติ
>>>>>>>>>
จากคำอธิบายข้างต้น จะเห็นได้ว่า รายงานที่อิหม่ามอะหมัดอนุญาตให้จูบหลุมศพนบี ศอ็ลฯนั้น เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริง
มาดูคำยืนยันจากอิบนุกุดะฮมะฮ (ร.ฮ) ปราชญมัซฮับ หัมบะลีย์ ดังนี้
อิบนุกุดามะฮ (ฮ.ศ 541 – 620) ปราชญ์อวุโส แห่งมัซฮับหัมบะลีย์กล่าวว่า
وَلَا يُسْتَحَبُّ التَّمَسُّحُ بِحَائِطِ قَبْرِ النَّبِيِّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ وَلَا تَقْبِيلُهُ ، قَالَ أَحْمَدُ : مَا أَعْرِفُ هَذَا . قَالَ الْأَثْرَمُ : رَأَيْت أَهْلَ الْعِلْمِ مِنْ أَهْلِ الْمَدِينَةِ لَا يَمَسُّونَ قَبْرَ النَّبِيِّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ يَقُومُونَ مِنْ نَاحِيَةٍ فَيُسَلِّمُونَ . قَالَ أَبُو عَبْدِ اللَّهِ : وَهَكَذَا كَانَ ابْنُ عُمَرَ يَفْعَلُ
และไม่ชอบ(ไม่ส่งเสริม)ให้ลูบกำแพงหลุมศพนบี ศอ็ลฯ และไม่ส่งเสริมให้จูบมัน ,อะหมัดกล่าวว่า “ฉันไม่รู้จักสิ่งนี้ ,อิบนุ อัลอัษรอม กล่าวว่า “ข้าพเจ้าเห็น นักวิชาการชาวมะฮดีนะฮ พวกเขาไม่ได้สัมผัส หลุมศพนบี ศอ็ลฯ พวกเขายืนข้างๆ แล้วกล่าวสล่าม อบูอับดุลลอฮ กล่าวว่า เช่นนั้นแหละ อิบนุอุมัร ได้ปฏิบัติ – อัลมุฆนีย 3/559
.............
ขนาดอิบนุอุมัร (ร.ฏ) เป็นผู้ที่เคร่งในการปฏิบัติตามสุนนะฮ และรักท่านนบีมาก ท่านยังไม่จูบกุโบร์นบี ศอ็ลฯ แล้วคนอื่นเป็นใคร เขาดีกว่านบีหรือ
.............
บาบอ อะหมัดรอชีดี อิสมัญ อัลอัชอะรีย์ ตกลง ปราชญมัซฮับหัมบะลีย์ ส่วนหนึ่ง เช่น อิบนุกุดามะฮ หุกุม อหม่ามอะหมัด ตกนรกหรือครับ และในขณะเดียวกัน อิบนุตัยมียะฮ ก็เห็นตรงกัน กับอิบนุกุดามะฮ และคำชี้แจงของอิบนุหะญัร ปราชญมัซฮับชาฟิอีด้วยคือ
ชัยคุลอิสลามอิบนุตัยมียะฮ (ร.ฮ)กล่าวว่า
واتفق العلماء على أن من زار قبر النبى صلى الله عليه وآله وسلم أو قبر غيره من الأنبياء والصالحين والصحابة وأهل البيت وغيرهم أنه لا يتمسح به ولا يقبله ، بل ليس فى الدنيا من الجمادات ما يشرع تقبيلها إلا الحجر الأسود ، وقد ثبت فى الصحيحين أن عمر رضى الله عنه قال : والله أنى لأعلم أنك حجر لا تضر ولا تنفع ولولا إنى رأيت رسول الله صلى الله عليه وآله وسلم يقبلك ما قبلتك .
และบรรดาอุลามาอฺ เห็นฟ้องกัน ว่า ผู้ใดเยี่ยมกุโบร นบี ศอ็ลฯ หรือ กุโบร์คนอื่นจากบรรดานบี และบรรดากัลยาณชน ,บรรดาเศาะหาบะฮ,อะฮลุลบัยต์ และอื่นจากพวกเขา ว่า เขาจะไม่ลูบและจูบมัน ยิ่งไปกว่านั้น ไม่สิ่งที่เป็นวัตถุในดุนยานี้ ที่การจูบมัน ถูกบัญญัติให้กระทำ ยกเว้น หินดำ(หะญัรอัลอัสวัด) และแท้จริงได้ปรากฏรายงานยืนยันในเศาะฮัยะบุคอรีและมุสลิม ว่า แท้จริง อุมัร(ร.ฎ) กล่าว(กับหะญัรอัสวัด)ว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮ แท้จริงฉันรู้ว่า เจ้านั้นคือหิน ที่ให้คุณ ให้โทษไม่ได้ และถ้า ฉันไม่เห็นรซูลุลลอฮ ศอ็ลฯ จูบเจ้า ฉันก็จะไม่จูบเจ้าหรอก – อัลฟะตาวา ๒๗/๘๐ .....สรุป คือ การจูบกุโบร ไม่มีบัญญัติให้กระทำ
>>>>>>>>>
บาบออาหมัด รอซีดีย์ มาดูที่ท่านอัลฟาฟิซ พูดไว้ข้างต้นสิครับคือ
جَوَازَ تَقْبِيلِ الْمُصْحَفِ وَأَجْزَاءِ الْحَدِيثِ وَقُبُورِ الصَّالِحِينَ الْأَحْكَامُ الَّتِي تُنْسَبُ إِلَى الدِّينِ لَا بُدَّ مِنْ ثُبُوتِهَا فِي نُصُوصِ الدِّينِ وَكُلُّ مَا لَمْ يَكُنْ عَلَيْهِ الْأَمْرُ فِي زَمَنِ التَّشْرِيعِ وَفِي نُصُوصِ التَّشْرِيعِ فَهُوَ مَرْدُودٌ عَلَى مَنْ يَزْعُمُهُ
(การที่ปราชญ์ชาฟิอียะฮคนหนึ่ง)อนุญาตให้จูบเล่มคัมภีร์ อัลกุรอ่าน ,ชิ้นส่วนต่างๆของหะดิษ และบรรดาหลุมศพบรรดาคนดีๆ (หาฟิซอิบนุหะญัรกล่าวว่า) บรรดาหุกุม(กฏข้อบังคับ) ที่อ้างอิงศาสนานั้น จำเป็นจะต้องมีบรรดาตัวบท(หลักฐาน)ทางศาสนามายืนยันมัน และทุกสิ่งที่ไม่มีคำสั่งในสมัยแห่งการบัญญัติศาสนาบัญญัติ และไม่มีในบรรดาตัวบทแห่งศาสนาบัญญัติ มันก็จะถูกตีกลับ ไปยังผู้ที่อ้างมัน (หมายถึงไม่ถูกตอบรับจากอัลลอฮ)ฟัตหุลบารีย 3/475
………..
กล่าวคือ การอ้างเรื่องการจูบเล่มอัลกุรอ่านและหลุมศพของบรรดากัลป์ยาณชนนั้น ต้องมีหลักฐาน และสิ่งใดที่ไม่มีหลักฐานในสมัยที่มีการลงบทบัญญัติศาสนา สิ่งนั้นถูกปฏิเสธ จัดเจนไหมครับ บาบอรอซิดีย์ ที่อิบนุหัญัรปราชญมัซฮับชาฟิอี พูดไว้ และอัลหาฟิซอิบนุหะญัร เป็นวะฮบีย์ ไหมครับ และใหนหลักฐานจูบกุโบรเพื่อเอาบะเราะกัตครับ ท่านบอบอรอซิดีย์
والله أعلم بالصواب

เครดิต...
อะสัน หมัดอะดั้ม

เขาท้าให้วะฮบีย์หาหลักฐานห้ามกินบุญ



เขาท้าให้วะฮบีย์หาหลักฐานห้ามกินบุญ

อะหมัดรอชีดี อิสมัญ อัลอัชอะรีย์ กับ Zeeham Darachay และ ดาวุด จรกา อัลกอฎีรีย์ ที่ สถาบันอัลกุดวะฮ์ เพื่อการศึกษาแนวทางซูฟีย์อิสลามอันบริสุทธิ์
4 ชม. · กรุงเทพมหานคร
พี่น้องวะฮฺฮาบี(คณะใหม่)ท่านใดมีหลักฐานจากอัลกุรอ่านหรืออัลหะดีษในเรื่อง “ การห้ามกินบุญ, ห้ามล้อมวงกันอ่านอัลกุรอ่าน, ซฺิกรุลลอฮฺและห้ามขอดุอาอฺให้กับเจ้าภาพหรือมัยยิด ” ด้วยครับ ถ้ามีช่วยนำเสนอด้วย คือผมมักจะถูกเชิญไปบ่อย ไม่ไหวจะกิน ถ้ามีหลักฐานผมจะได้เลิกไปกินบุญซะที ?
ญะซฺากัลลอฮุคอยร็อน นะครับ ☺😊

>>>>>>>>>>>>>>>>>>>

ชี้แจง

ไม่ต่างอะไรกับการท้าทาย อัลลอฮ และรอซูล ศอ็ลฯ ไม่ให้ความสำคัญและดูแคลนหลักการศาสนา ที่ให้ยึดคำภีร์อัลลอฮและอัสสุนนะฮ กลับท้าทายว่า มีหลักฐานห้ามกินบุญไหม

คำว่า กินบุญ หมายถึง กินเลี้ยงในงานทําบุญ งานบุญในประเทศไทยมีหลายแบบ เช่น งานบุญเดือนสิบ งานบุญบั้งไฟ งานบุญเนื่องจากการตาย ฯลฯ คนที่มีศาสนา ต้องแยกให้ออกว่าในอิสลามมีงานบุญอะไรบ้าง

ส่วนใครจะกินบุญ กินบาป อะไร ก็กินไป ไม่มีใครไปห้ามได้

ใครจะกินบุญเดือนสิบ กินบุญเช้งเม้ง กินบุญคนตาย โดยอ้างว่า ไม่มีหลักฐานห้ามก็ทำไป ไม่มีใครห้ามได้

แต่ถ้าเป็นหลักการของศาสนา นั้น พิธีกรรมศาสนาว่าด้วยการทำบุญนั้น ต้องมีคำสอนจากเจ้าของศาสนา คืออัลลอฮ และศาสดาพระองค์ คือ มุหัมหมัด ศอ็ลฯ ในทำนองเดียวกัน ในเรื่องอิบาดะฮ

เรื่อง อิบาดะฮในอิสลาม ต้องมีตัวบทที่เป็นคำสั่งจากอักุรอ่านและอัสสุนนะฮ

الأعمال الدينية لا يجوز أن يتخذ شيء منها سببا إلا أن تكون مشروعة فإن العبادات مبناها على التوقيف

บรรดาการงานที่เกี่ยวกับศาสนานั้น ไม่อนุญาตให้สิ่งใดๆจากมันถูกเอามาเป็น มูลเหตุ(ให้กระทำ)นอกจาก มันเป็นสิ่งที่ถูกบัญญัติไว้ เพราะแท้จริงบรรดาอิบาดะฮนั้นรากฐานของมันถูกวางอยู่บนการรอคำสั่ง - อัลอาดาบอัชชัรอียะฮ ของอิบนุมุฟลิห เล่ม 2หน้า 265

การเดินกินบุญ เนื่องจากการตาย ที่บ้านครอบครัวผู้ตาย มีหลักฐานห้ามชัดเจน

ญะรีร บุตร อับดุลลอฮ อัล-บะญะลี ซึ่งมีฐานะเป็นเศาะหาบะฮ กล่าวว่า

كُنَّا نَعُدُّ الِاجْتِمَاعَ إِلَى أَهْلِ الْمَيِّتِ وَصَنِيعَةَ الطَّعَامِ بَعْدَ دَفْنِهِ مِنْ النِّيَاحَةِ

พวกเรานับว่า การไปชุมนุมกันที่ครอบครัวผู้ตายและทำอาหารกินกัน หลังจากที่ฝังมัยยิต เป็นส่วนหนึ่งของการนิยาหะฮ(ที่ต้องห้าม)- รายงานโดย อะหมัด อัลบานียได้ระบุว่า เป็นหะดิษเศาะเหียะ ในหนังสือ อะหกามุ้ลญะนาอิซ หน้า 167

อัลบะฮูตีย์ (ปราชญ์มัซฮับฮัมบะลี)กล่าวว่า

ويكره لهم أي لأهل الميت فعله أي فعل الطعام للناس لما روى أحمد عن جرير قال: كنا نعد الاجتماع إلى أهل الميت وصنعة الطعام بعد دفنه من النياحة

และมักรูฮ(น่ารังเกียจ) แก่พวกเขา หมายถึง แก่ครอบครัวผู้ตาย ทำมัน หมายถึง ทำอาหาร ให้แก่บรรดาผู้คน เพราะ มีหะดิษรายงานโดยอิหม่ามอะหมัด จาก ญะรีร กล่าวว่า “พวกเรานับว่า การไปชุมนุมกัน ที่ครอบครัวผู้ตาย และทำอาหารเลี้ยงกันหลังจากมัน (หลังจากการตาย)นั้น เป็นส่วนหนึ่งจากอัลนิยาหะฮ(หมายถึง การร้องให้คร่ำครวญถึงผู้ตายที่ต้องห้าม) – อัรเราฎุอัลมุรอ็บเบียะ ชัรหุ ซาดิลมุสตักเนียะ เล่ม 1 หน้า 134

อิบนุหะญัร อัลฮัยตะมีย(ปราชมัซฮับชาฟิอี) กล่าวว่า

وَمَا اُعْتِيدَ مِنْ جَعْلِ أَهْلِ الْمَيِّتِ طَعَامًا لِيَدْعُوا النَّاسَ عَلَيْهِ بِدْعَةٌ مَكْرُوهَةٌ

สำหรับ สิ่งที่เป็นประเพณี จากการที่ครอบครัวผู้ตายทำอาหาร และเชิญบรรดาผู้คน บนมันนั้น เป็นบิดอะฮที่น่ารังเกียจ – ดู ตุคฟะตุลมุหตาจญ ฟี ชัรห มินฮาจญ เล่ม 3 หน้า 208

อิบนุหะญัร อัลฮัยตะมีย(ปราชมัซฮับชาฟิอี) กล่าวว่า

وَمَا اُعْتِيدَ مِنْ جَعْلِ أَهْلِ الْمَيِّتِ طَعَامًا لِيَدْعُوا النَّاسَ عَلَيْهِ بِدْعَةٌ مَكْرُوهَةٌ

สำหรับ สิ่งที่เป็นประเพณี จากการที่ครอบครัวผู้ตายทำอาหาร และเชิญบรรดาผู้คน บนมันนั้น เป็นบิดอะฮที่น่ารังเกียจ – ดู ตุคฟะตุลมุหตาจญ ฟี ชัรห มินฮาจญ เล่ม 3 หน้า 208

อิบนุอาบิดีน (ปราชญ์มัซฮับหะนะฟียฺ) กล่าวว่า

وَيُكْرَهُ اتِّخَاذُ الضِّيَافَةِ مِنْ الطَّعَامِ مِنْ أَهْلِ الْمَيِّتِ، لِأَنَّهُ شُرِعَ فِي السُّرُورِ لَا فِي الشُّرُورِ، وَهِيَ بِدْعَةٌ مُسْتَقْبَحَةٌ! وَرَوَى الْإِمَامُ أَحْمَدُ وَابْنُ مَاجَهْ بِإِسْنَادٍ صَحِيحٍ عَنْ جَرِيرِ بْنِ عَبْدِ اللَّهِ قَالَ " كُنَّا نَعُدُّ الِاجْتِمَاعَ إلَى أَهْلِ الْمَيِّتِ وَصُنْعَهُمْ الطَّعَامَ مِنْ النِّيَاحَةِ"

และการเลี้ยงอาหารแขก จากฝ่ายครอบครัวผู้ตายนั้น เป็นมักรูฮ(น่ารังเกียจ) เพราะแท้จริงมัน(การเลี้ยงอาหารแก่แขก)นั้น ถูกบัญญัติในโอกาสมีความยินดี ไม่ใช่ในยามทุกข์ และมันคือ บิดอะฮที่น่าเกลียด และอิหม่ามอะหมัด,อิบนุมาญะฮได้รายงานด้วยสายรายงานที่เศาะเฮียะจากอิบนุญะรีร บินอับดุลลอฮ ว่าเขากล่าวว่า ““พวกเรานับว่า การไปชุมนุมกัน ที่ครอบครัวผู้ตาย และทำอาหารเลี้ยงกันหลังจากมัน (หลังจากการตาย)นั้น เป็นส่วนหนึ่งจากอัลนิยาหะฮ(หมายถึง การร้องให้คร่ำครวญถึงผู้ตายที่ต้องห้าม ) - ดู รอดดุลมุหตาร อาลัดดุรริลมุคตาร เล่ม 6 หน้า 666

มุหัมหมัด ฃัมสุลหัก อัลอะซีม อะบะดีย์ กล่าวว่า

قَالَ ابْنُ الْهُمَامِ فِي فَتْحِ الْقَدِيرِ شَرْحِ الْهِدَايَةِ : يُسْتَحَبُّ لِجِيرَانِ أَهْلِ الْمَيِّتِ وَالْأَقْرِبَاءِ الْأَبَاعِدِ تَهْيِئَةُ طَعَامٍ لَهُمْ يُشْبِعُهُمْ لَيْلَتَهُمْ وَيَوْمَهُمْ ، وَيُكْرَهُ اتِّخَاذُ الضِّيَافَةِ مِنْ أَهْلِ الْمَيِّتِ لِأَنَّهُ شُرِعَ فِي السُّرُورِ لَا فِي الشُّرُورِ وَهِيَ بِدْعَةٌ مُسْتَقْبَحَةٌ

อิบนุอัลฮุมาม กล่าวไว้ในฟัตหุลเกาะดีร ชัรหุอัลฮิดายะฮว่า “ชอบ (หมายถึงสุนัต) ให้เพื่อนบ้านครอบครัวผู้ตาย และบรรดาญาตใกล้ชิด ที่ห่างใกล เตรียมอาหารให้แก่พวกเขา (ครอบครัวผู้ตาย) ให้พวกเขากินให้อิ่ม ในยามกลางคืนและกลางวัน และการเลี้ยงอาหารแขก จากฝ่ายครอบครัวผู้ตายนั้น เป็นมักรูฮ(น่ารังเกียจ การเพราะแท้จริงมัน(การเลี้ยงอาหารแก่แขก)นั้น ถูกบัญญัติในโอกาสมีความยินดี ไม่ใช่ในยามทุกข์ และมันคือ บิดอะฮที่น่าเกลียด- ดู เอานุลมะอฺบูด ชัรหุสุนันอบีดาวูด หะดิษหมายเลข 3132 เรื่อง การทำอาหารให้ครอบครัวผู้ตาย

ชัมสุลหัก อัลอะซีม อะบะดีย์ กล่าวว่า

وَيُؤَيِّدُهُ حَدِيثُ جَرِيرِ بْنِ عَبْدِ اللَّهِ الْبَجَلِيِّ قَالَ : كُنَّا نَرَى الِاجْتِمَاعَ إِلَى أَهْلِ الْمَيِّتِ وَصَنْعَةِ الطَّعَامِ مِنَ النِّيَاحَةِ أَخْرَجَهُ ابْنُ مَاجَهْ وَبَوَّبَ بَابُ مَا جَاءَ فِي النَّهْيِ عَنِ الِاجْتِمَاعِ إِلَى أَهْلِ الْمَيِّتِ وَصَنْعَةِ الطَّعَامِ ، وَهَذَا الْحَدِيثُ سَنَدُهُ صَحِيحٌ وَرِجَالُهُ عَلَى شَرْطِ مُسْلِمٍ . قَالَهُ السِّنْدِيُّ : وَقَالَ أَيْضًا : قَوْلُهُ كُنَّا نَرَى هَذَا بِمَنْزِلَةِ رِوَايَةِ إِجْمَاعِ الصَّحَابَةِ أَوْ تَقْرِيرٍ مِنَ النَّبِيِّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ ،

และหะดิษญะรีร บิน อับดุลลอฮ อัลบะญะลีย์ ได้สนับสนุนมัน(หมายถึงสนับสนุนหะดิษญะอฟัร) โดยเขา(ญะรีร)ได้กล่าวว่า
“พวกเราเห็นว่าการไปชุมนุมที่ครอบครัวผู้ตายและทำอาหารกินกันนั้น เป็นส่วนหนึ่งจากอัลนิยาหะฮ(การคร่ำครวญถึงผู้ตาย) – บันทึกโดย อิบนุมายะฮ และเขาได้ กำหนดหัวเรื่อง ว่า “เรื่องว่าด้วยการห้ามจากการชุมนุมที่ครอบครัวผู้ตายและทำอาหารกินกัน ,และนี้คือหะดิษสายรายงานของมันเศาะเฮียะ และบรรดาผู้รายงานมัน อยู่บนเงื่อนไขของอิหม่ามมุสลิม ,อัสสะนะดีย์ ได้กล่าวมันไว้ และเขาได้กล่าวอีกว่า “ คำพูดของญะรีรที่ว่า “เราเห็นว่า “ นี้คือ อยู่ในฐานะรายงานที่เป็นอิจญมะฮ (มติเอกฉันท์)ของบรรดาเศาะหาบะฮ หรือ การรับรองจากนบี ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม - ดู เอานุลมะอฺบูด อธิบายสุนันอบีดาวูด หะดิษ หมายเลข ๓๑๓๒ กิตาบุลญะนาอิซ เรือง การทำอาหารให้ครอบครัวผู้ตาย
,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,

จากข้อมูลข้างต้น แสดงให้เห็นว่า หลักฐานการห้ามชุมนุมที่บ้านผู้ผู้ตายและมีการเลี้ยงอาหารกินกันนั้น มีน้ำหนัก และไม่มีข้ออ้างใดๆมาหักล้างได้อีกแล้ว ส่วนเราจะยอมรับหรือไม่ยอมรับนั้น เป็นเรื่องที่ไม่มีใครไปบังคับได้ เป็นเรื่องที่เราจะต้องตอบกับอัลลอฮเอาเอง


..........................................

1.หลักการในเรื่องอิบาดะฮ


إِنَّ الْأَصْلَ فِي الْعِبَادَاتِ التَّوْقِيفُ ، فَلَا يُشْرَعُ مِنْهَا إِلَّا مَا شَرَعَهُ اللَّهُ


แท้จริงรากฐาน(หลักการ) ในเรื่องอิบาดะฮนั้น คือ การหยุดอยู่ที่คำสั่ง (อัตเตากีฟ)ดังนั้นมันจะไม่ถูกบัญญัติ นอกจากสิ่งที่อัลลอฮตะอาลาได้บัญญัติมัน ไว้เท่านั้น


2.หลักการในเรื่อง กิจกรรมทางโลก


وَالْعَادَاتُ الْأَصْلُ فِيهَا الْعَفْوُ ، فَلَا يُحْظَرُ مِنْهَا إِلَّا مَا حَرَّمَهُ ،


และบรรดาอาดาตนั้น รากฐาน ในมันนั้น คือ การอนุญาต เขาจะไม่ถูกห้ามจากมัน นอกจากสิ่งที่ พระองค์ได้ห้ามมันเอาไว้เท่านั้น

.......................................

ถ้าเราถามกลับว่า ละหมาดมักริบ 4 รอกาอัต มีหลักฐานห้ามป่าวล่ะ...!!!
จะเห็นได้ว่า ผู้ท้าหาหลักฐานห้ามในเรื่องอีบาดะฮ คงจะมึนหรือละเมอมองสวนทางกันกับหลักการ
แล้วยังจะชี้แนะคนอืนให้หลงตาม แบบนี้อันตรายครับ

والله أعلم بالصواب

แครดิต...
อะสัน หมัดอะดั้ม

วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

อบูหะซันอัลอัชอะรีย์ ผู้นำ มัซฮับอาชาอิเราะฮ ยืนยันว่า อัลลอฮ อยู่บนฟ้า


อบูหะซันอัลอัชอะรีย์ ผู้นำ มัซฮับอาชาอิเราะฮ ยืนยันว่า อัลลอฮ อยู่บนฟ้า

ورأينا المسلمين جميعا يرفعون أيديهم إذا دعوا نحو السماء؛ لأن الله تعالى مستو على العرش الذي هو فوق السماوات، فلولا أن الله عز وجل على العرش لم يرفعوا أيديهم نحو العرش، كما لا يحطّ
ونها إذا دعوا إلى الأرض

และเราเห็นชาวมุสลิมทั้งหลายต่างยกมือของพวกเขาขึ้นสู่ฟ้ายามที่พวกเขาขอดุอาอ์ เพราะอัลลอฮฺผู้ทรงสูงส่งอยู่เหนืออะรัชที่อยู่เหนือชั้นฟ้าทั้งหลาย ถ้าหากว่าอัลลอฮฺไม่ได้อยู่เหนืออะรัช แน่นอนว่าพวกเขาจะไม่ยกมือของพวกเขาขึ้นไปยังอะรัช เช่นเดียวกับที่พวกเขาไม่ได้ชี้มือลงไปยังพื้นดินยามที่พวกเขาขอดุอาอ์ – อัลอิบานะฮ อะลาอุศูลิดดิยานะฮ บทที่ 5 ว่าด้วยเรื่อง อิสติววาอฺ อะลัลอะรัช
(ข้างล่างคือสำเนาหนังสืออัลอิบานะฮ ของอิหม่ามอัลอัชอะรีย์ ยืนยันว่าอัลลอฮอยู่บนอะรัช เหนือฟากฟ้า)



............................................................


และนี่คือสำเนาหนังสือ สะบีลุรอชาด ฟี คอ็ยริลอิบาด ของ ตากียุดดีน มุหัมหมัด บิน อับดุลกอเดร อัลฮิลาลีย์ (ฮ.ศ 1407) ได้ยืนยัน คำพูดของ อบูหะซันอัลอัชอะรีย์ที่ว่า
ورأينا المسلمين جميعا يرفعون أيديهم إذا دعوا نحو السماء؛ لأن الله تعالى مستو على العرش الذي 
هو فوق السماوات، فلولا أن الله عز وجل على العرش لم يرفعوا أيديهم نحو العرش، كما لا يحطّونها إذا دعوا إلى الأرض

และเราเห็นชาวมุสลิมทั้งหลายต่างยกมือของพวกเขาขึ้นสู่ฟ้ายามที่พวกเขาขอดุอาอ์ เพราะอัลลอฮฺผู้ทรงสูงส่งอยู่เหนืออะรัชที่อยู่เหนือชั้นฟ้าทั้งหลาย ถ้าหากว่าอัลลอฮฺไม่ได้อยู่เหนืออะรัช แน่นอนว่าพวกเขาจะไม่ยกมือของพวกเขาขึ้นไปยังอะรัช เช่นเดียวกับที่พวกเขาไม่ได้ชี้มือลงไปยังพื้นดินยามที่พวกเขาขอดุอาอ์ –

ปราชญ์มัซฮับชาฟิอียืนยันอะกีดะฮ์หม่ามชาฟิอีว่า อัลลอฮอยู่บนฟ้า


ปราชญ์มัซฮับชาฟิอียืนยันอะกีดะฮ์หม่ามชาฟิอีว่า อัลลอฮอยู่บนฟ้า

เนื้องจากมีการเปิดโปงกล่าวหาว่า การเชื่อว่าอัลลอฮอยู่บนฟ้า เป็นอันตราย จึงขอชี้แจงตอบโต้ฟิตนะฮดังกล่าวดังต่อไปนี้
อิหม่ามอัศศอบูนีย์ ฉายาและชื่อเต็มคือ

شيخ الإسلام أبو عثمان ، إسماعيل بن عبد الرحمن بن أحمد بن إسماعيل بن إبراهيم بن عابد بن عامر ، النيسابوري ، الصابوني .
ท่านมีชีวิตอยู่ในช่วง ฮ.ศ ๓๗๓ - ๔๔๙ ได้ได้กล่าวถึงอะกีดะฮของอิหม่ามชาฟิอี (ร.ฮ)ว่า

وإنما احتج الشافعي رحمة الله عليه على المخالفين في قولهم بجواز إعتاق الرقبة الكافرة في الكفارة بهذا الخبر؛ لاعتقاده أن الله سبحانه فوق خلقه، وفوق سبع سماواته على عرشه، كما معتقد المسلمين من أهل السنة والجماعة، سلَفِهم وخلفِهم؛ إذ كان رحمه الله لا يرو خبرًا صحيحًا ثم لا يقول به.

และความจริง อัชชาฟิอี (ร.ฮ) ได้อ้างหลักฐาน ด้วยหะดิษนี้(หมายถึงหะดิษญารียะฮ ที่ตอบท่านนบีว่าอัลลอฮอยู่บนฟ้า-ผู้แปล )ตอบโต้บรรดาผู้ที่มีความเห็นขัดแย้ง ในกรณีเกี่ยวกับทัศนะของพวกเขา(ที่อ้างว่า) อนุญาตให้ปล่อยท่านหญิงที่เป็นกาเฟร ในสภาพที่เป็นกาเฟร เพราะ อะกีดะฮของเขา(หมายถึงชาฟิอี)เชื่อว่า แท้จริงอัลลอฮ( ซ.บ) ทรงอยู่เหนื่อมัคลูคของพระองค์ และเหนือ บรรดาฟากฟ้าทั้งเจ็ดของพระองค์ บนบัลลังค์(อะรัช)ของพระองค์ ดังที่เป็นหลักความเชื่อของบรรดามุสลิม จากอะฮลุสสุนนะฮ วัลญะมาอะฮ ยุคสะลัฟและยุคเคาะลัฟ เพราะ ปรากฏว่าเขา(หมายถึงอิหม่ามชาฟิอี) เขาจะไม่รายงานหะดิษที่เศาะเอียะใดๆ แล้วต่อมาเขาไม่นำมากล่าวด้วยมัน - อะกีดะฮสะลัฟ วะอัศหาบิลหะดิษ ของ อิหม่ามอัศศอบูนีย์ หน้า ๑๑๘,๑๘๙
>>>>>>>>>>

หมายถึง อิหม่ามชาฟิอีได้อ้างหะดิษญารียะฮ เป็นหลักฐานตอบโต้ บรรดาผู้ที่อ้างว่า อนุญาตให้ปล่อยทาสหญิงที่เป็นกาเฟร ในสภาพที่เป็นกาเฟรได้ สำหรับทัศนะของอิหม่ามชาฟิอีนั้น อนุญาตปล่อยทาสหญิงที่เป็นกาเฟรได้ ก็ต่อเมื่อนางรับอิสลาม โดยที่อิหม่ามชาฟิอีได้อ้างหลักฐานจากหะดิษญารียะฮ คือ ท่านนบี ถามทาสหญิงคนนั้นว่า อัลลอฮอยู่ที่ใหน ?นางตอบว่า “อัลลอฮ อยู่บนฟ้า” แล้วนบีรับรองว่านางเป็นมุสลิม แล้วนบีบอกให้ปล่อยนางเป็นอิสระ และอัศศอบูนีย์ ยืนยันว่า "อิหม่ามชาฟิอีนั้น ไม่เคยปรากฏว่า เมื่อท่านรายงานหะดิษเศาะเฮียะ แล้วท่านไม่นำมันมาอ้างเป็นหลักฐาน
......................
จึงถามว่าคนที่โจมตีว่า เชื่อว่าอัลลอฮอยู่บนฟ้าเป็นอะกีดะฮอันตราย ว่า อะกีดะฮอิหม่ามชาฟิอี ที่เชื่อว่าอัลลอฮอยู่บนฟ้า อันตรายอย่างนั้นหรือ
والله أعلم بالصواب

อัลลอฮอยู่เหนือฟากฟ้าคืออะกีดะฮสะลัฟ ตอน 3(อะกีดะฮอิหม่ามชาฟิอี)


อัลลอฮอยู่เหนือฟากฟ้าคืออะกีดะฮสะลัฟ ตอน 3(อะกีดะฮอิหม่ามชาฟิอี)

อิหม่ามอบูอุษมาน อัลนัยสะบูรีย์ อัศศอบูนีย์ ท่านมีชีวิตอยู่ในช่วง ฮ.ศ ๓๗๓ - ๔๔๙ ได้กล่าวถึงอะกีดะฮของอิหม่ามชาฟิอี (ร.ฮ)ว่า
" وأما إمامنا أبو عبد الله محمد بن إدريس الشافعي رضي الله عنه احتج في كتاب المبسوط في مسألة إعتاق الرقبة المؤمنة في الكفارة , وأن غير المؤمنة لا يصح التكفير بها بخبر معاوية بن الحكم , وأنه أراد أن يعتق الجار...ية السوداء لكفارة , وسأل رسول الله صلى الله عليه وسلم عن إعتاقه إياها فامتحنها رسول الله صلى الله عليه وسلم فقال صلى الله عليه وسلم لها : من أنا ؟ فأشارت إليه وإلى السماء يعني أنك رسول الله الذي في السماء فقال صلى الله عليه وسلم : أعتقها فإنها مؤمنة . فحكم رسول الله صلى الله عليه وسلم بإسلامها وإيمانها لما أقرت بأن ربها في السماء وعرفت ربها بصفة العلو والفوقية

และอิหม่ามของเรา,อบูอับดุลลอฮ มุหัมหมัด บิน อิดริส อัชชาฟิอีย์ (ร.ฎ) ได้อ้างหลักฐานในหนังสือของเขา “อัลมับสูฏ” ในประเด็นการปล่อยทาสหญิงผู้ศรัทธา ใน การจ่ายกัฟฟาเราะฮ (การชดเชย) และแท้จริง อื่นจาก(ทาส)หญิงผู้ศรัทธานั้น การการกัฟฟาเราะฮ(การชดเชย) ด้วยนาง นั้นใช้ไม่ได้ ด้วย(หลักฐาน)หะดิษ มุอาวิยะฮ บิน อัลหะกัม ว่า แท้จริง เขาต้องการจะปล่อยทาสหญิงผิวดำให้เป็นอิสระ เพื่อเป็นการกัฟฟาเราะ(การชดเชยความผิด) และเขาถามรซูลุลลอฮ ศอ็ลฯ เกี่ยวกับการที่เขาจะปล่อยนางให้เป็นอิสระ แล้วท่านรซูลลุลลอฮ ศอ็ลฯ ก็ได้ทดสอบนาง โดยท่านรซูลุลลอฮ ศอ็ลฯ ได้กล่าวแก่นางว่า ฉันคือใคร? แล้วนางก็ชี้ไปยังท่านรซูลุลลอฮ และชี้ไปยังฟากฟ้า หมายถึง แท้จริงท่านคือศาสนทูตของอัลลอฮ ผู้ซึ่งอยู่บนฟ้า แล้วรซูลุลลอฮ ศอ็ลฯ กล่าวว่า “จงปล่อยนางให้เป็นอิสระเถิด แท้จริง นางคือหญิงผู้ศรัทธา แล้วรซูลุลลอฮ ศอ็ลฯ ได้ตัดสิน ด้วยการเป็นอิสลามของนาง และการศรัทธาของนาง ขณะที่นาง ยอมรับ ว่าแท้จริงพระเจ้าของนาง อยู่บนฟ้า และนางรู้จักพระเจ้าของนาง ด้วยคุณลักษณะการอยู่เบื้องสูง และการอยู่เบื้องบน

وإنما احتج الشافعي رحمة الله عليه على المخالفين في قولهم بجواز إعتاق الرقبة الكافرة في الكفارة بهذا الخبر؛ لاعتقاده أن الله سبحانه فوق خلقه، وفوق سبع سماواته على عرشه، كما معتقد المسلمين من أهل السنة والجماعة، سلَفِهم وخلفِهم؛ إذ كان رحمه الله لا يرو خبرًا صحيحًا ثم لا يقول به.

และความจริง อัชชาฟิอี (ร.ฮ) ได้อ้างหลักฐาน ด้วยหะดิษนี้(หมายถึงหะดิษญารียะฮ ที่ตอบท่านนบีว่าอัลลอฮอยู่บนฟ้า-ผู้แปล )ตอบโต้บรรดาผู้ที่มีความเห็นขัดแย้ง ในกรณีเกี่ยวกับทัศนะของพวกเขา(ที่อ้างว่า) อนุญาตให้ปล่อยท่านหญิงที่เป็นกาเฟร ในสภาพที่เป็นกาเฟร เพราะ อะกีดะฮของเขา(หมายถึงชาฟิอี)เชื่อว่า แท้จริงอัลลอฮ( ซ.บ) ทรงอยู่เหนื่อมัคลูคของพระองค์ และเหนือ บรรดาฟากฟ้าทั้งเจ็ดของพระองค์ บนบัลลังค์(อะรัช)ของพระองค์ ดังที่เป็นหลักความเชื่อของบรรดามุสลิม จากอะฮลุสสุนนะฮ วัลญะมาอะฮ ยุคสะลัฟและยุคเคาะลัฟ เพราะ ปรากฏว่าเขา(หมายถึงอิหม่ามชาฟิอี) เขาจะไม่รายงานหะดิษที่เศาะเอียะใดๆ แล้วต่อมาเขาไม่นำมากล่าวด้วยมัน - อะกีดะฮสะลัฟ วะอัศหาบิลหะดิษ ของ อิหม่ามอัศศอบูนีย์ หน้า ๑๑๘,๑๘๙

>>>>>>>>>>

หมายถึง อิหม่ามชาฟิอีได้อ้างหะดิษญารียะฮ เป็นหลักฐานตอบโต้ บรรดาผู้ที่อ้างว่า อนุญาตให้ปล่อยทาสหญิงที่เป็นกาเฟร ในสภาพที่เป็นกาเฟรได้ สำหรับทัศนะของอิหม่ามชาฟิอีนั้น อนุญาตปล่อยทาสหญิงที่เป็นกาเฟรได้ ก็ต่อเมื่อนางรับอิสลาม โดยที่อิหม่ามชาฟิอีได้อ้างหลักฐานจากหะดิษญารียะฮ คือ ท่านนบี ถามทาสหญิงคนนั้นว่า อัลลอฮอยู่ที่ใหน ?นางตอบว่า “อัลลอฮ อยู่บนฟ้า” แล้วนบีรับรองว่านางเป็นมุสลิม แล้วนบีบอกให้ปล่อยนางเป็นอิสระ และอัศศอบูนีย์ ยืนยันว่า "อิหม่ามชาฟิอีนั้น ไม่เคยปรากฏว่า เมื่อท่านรายงานหะดิษเศาะเฮียะ แล้วท่านไม่นำมันมาอ้างเป็นหลักฐาน
……..
อาชาอิเราะฮบางกลุ่มที่อ้างว่าตามมัซฮับชาฟิอี พยายามหาข้ออ้างปฏิเสธการอยู่บนฟ้าของอัลลอฮ อย่างสุดฤทธิ์ แถมพยายามใช้เล่ห์เพททุบายทำลายผู้ที่เชื่อว่าพระเจ้าอยู่บนฟ้าทุกหนทาง แบบตายไม่ฝัง ทั้งๆที่ อะกีดะฮ อิหม่ามชาฟิอี ที่ตนสังกัด ก็มีอะกีดะฮ เชื่อว่า “อัลลอฮอยู่บนฟ้า”

..........................................................

อิหม่ามอิบนุคุซัยมะฮ (ฮ.ศ 311) ปราชญ์มัซฮับชาฟิอี ในยุคสะลัฟ กล่าวว่า
فالخبر يصرح أن عرش ربنا –جل وعلا- فوق جنته، وقد أعلمنا – جل وعلا- أنه مستو على عرشه، فخالقنا عال فوق عرشه الذي هو فوق جنته
แล้ว หะดิษ ได้ทำให้ชัดเจน ว่า แท้จริง อะรัช(บัลลังค์)ของพระ
เจ้าของเรา ผู้ทรงเกรียงไกรและสูงส่ง อยู่ เหนือสวรรค์ของพระองค์ และ พระองค์ทรงบอกให้เรารู้ว่า แท้จริงพระองค์ อยู่บนอะรัชของพระองค์ ดังนั้น พระผู้ทรงสร้างพวกเรา ทรงอยู่สูงเหนือ อะรัชของพระองค์ ซึ่งมันอยู่เหนือสวรรค์ของพระองค์
التوحيد وإثبات صفات الرب عز وجل (ج1 ص241


.................................................................

อิหม่ามอัลอาญุรีย์(ฮ.ศ)กล่าวว่า
والذي يذهب إليه أهل العلم أن الله عز وجل سبحانه على عرشه فوق سماواته، وعلمُهُ محيط بكل شيء
และที่บรรดานักวิชาการมีทัศนะไปสู่มันคือ แท้จริงอัลลอฮ ผู้ทรงสูงส่งและทรงเลิศยิ่ง (ซ.บ)ทรงอยู่บนบัลลังค์ของพระองค์ เหนือบรรดาชั้นฟ้าของพระองค์ และความรู้ของพระองค์ครอบคลุม ทุกๆสิ่ง - กิตามอัชชะรีอะฮ ๒/๖๖

والله أعلم بالصواب

อัลลอฮอยู่เหนือฟากฟ้าคืออะกีดะฮสะลัฟ (ตอนที่ 2)



อัลลอฮอยู่เหนือฟากฟ้าคืออะกีดะฮสะลัฟ (ตอนที่ 2)

أَخْبَرَنَا الإِمَامُ أَبُو الْحَسَنِ عَلِيُّ بْنُ عَسَاكِرِ بْنِ الْمُرَحِّبِ الْبَطَائِحِيُّ الْمُقْرِئ ، قَالَ : أَنْبَأَ الأَمِينُ أَبُو طَالِبٍ عَبْدُ الْقَادِرِ بْنُ مُحَمَّدِ بْنِ عَبْدِ الْقَادِرِ الْيُوسُفِيُّ ، قَالَ : أَنْبَأَ أَبُو إِسْحَاقَ إِبْرَاهِيمُ بْنُ عُمَرَ الْبَرْمَكِيُّ ، أَنَبَأَ أَبُو بَكْرٍ مُحَمَّدُ بْنُ عَبْدِ اللَّهِ بْنِ بَخِيتٍ ، قَالَ : أَنْبَأَ أَبِو حَفْصٍ عُمَرُ بْنُ مُحَمَّدِ بْنِ عِيسَى الْجَوْهَرِيُّ ، قَالَ : ثَنَا أَبُو بَكْرٍ أَحْمَدُ بْنُ مُحَمَّدِ بْنِ هَانِئٍ الطَّائِيُّ الأَثْرَمُ ، قَالَ : حَدَّثَنِي عَلِيُّ بْنُ الْحَسَنِ بْنِ شَقِيقٍ ، قَالَ : قُلْتُ : لِابْنِ الْمُبَارَكِ : كَيْفَ نَعْرِفُ رَبَّنَا ؟ قَالَ : فِي السَّمَاءِ السَّابِعَةِ عَلَى عَرْشِهِ ، وَلَا نَقُولُ كَمَا تَقُولُ الْجَهْمِيَّةُ : إِنَّهُ هَاهُنَا وَهَاهُنَا 

อิหม่าม อบุลหะซัน อะลี บิน อะสากีร บิน อัลมุเราะหิบ อัลบะฏออิฮีย์ อัลมุกรีย์ กล่าวว่า อัลอะมีน อบูฏอลิบ อับดุลกอดีร บิน มุหัมหมัด บิน อับดิลกอเดร์ อัลยูซุฟีย์ ได้บอก โดยเขากล่าวว่า อบูอิสหาก อิบรอฮีม บิน อุมัร อัลบัรมะกีย์ ได้บอก ,อบูบักร์ มุหัมหมัด บิน อับดุลลอฮ บิน บะคีต ได้บอก โดยเขากล่าวว่า อบูหัฟศิน อุมัร บิน มุหัมหมัด บิน อีซา อัลเญาฮะรีย์ ได้บอก โดยเขากล่าวว่า อบุบักร์ อะหมัด บิน มุหัมหมัด บิน ฮานิ อัฏฏีอีย์ อัลอัษรอม กล่าวว่า อาลี บิน หะซัน บิน ชะกีก กล่าวว่า “ “ข้าพเจ้าได้กล่าวกับอับดุลลอฮ บิน อัล-มุบาร็อก ว่า เราจะรู้จักพระผู้เป็นเจ้าของเราได้อย่างไร?” อิบนุล มุบาร็อก ตอบว่า “พระเจ้าของเราอยู่บนชั้นฟ้าที่เจ็ด บน อะรัชของพระองค์ เราจะไม่กล่าวเช่นที่พวกญะฮฺมียะฮฺกล่าวว่า อัลลอฮทรงอยู่ที่นี่ อยู่ที่นี (หมายถึง บนหน้าแผ่นดิน”) – อิษบาตรสิฟัตอัลอุลูว์ ของอิบนุกุดามะฮอัลมุกอ็ดดิสีย์ หะดิษหมายเลข 70 เรือง أَقْوَالُ الأَئِمَّةِ رَضِيَ اللَّهُ عَنْهُمْ
>>>>>>>>>
แหล่งอ้างอิงและคำวิจารณ์ เพิ่มเติม
"السنة" لعبد الله بن أحمد (ج1 ص111) قال: حدثني أحمد بن ابراهيم الدورقي ثنا علي بن الحسن بن شقيق قال سألت عبدالله بن المبارك، وذكره. رواته ثقات والسند صحيح. 
(11)الرد على الجهمية للدارمي (ص40) قال: حدثنا الحسن بن الصباح البزار حدثنا علي بن الحسن ابن شقيق عن ابن المبارك. سنده حسن.
อิหม่ามอัซซะฮะบีย์ (ร.ฮ) รายงานว่า


سَمِعْتُ عَلِيَّ بْنَ الْحَسَنِ بْنِ شَقِيقٍ يَقُولُ : قُلْتُ لِعَبْدِ اللَّهِ بْنِ الْمُبَارَكِ : كَيْفَ يُعْرَفُ رَبُّنَا -عَزَّ وَجَلَّ ؟ قَالَ : فِي السَّمَاءِ عَلَى الْعَرْشِ . قُلْتُ لَهُ : إِنَّ الْجَهْمِيَّةَ تَقُولُ هَذَا . قَالَ : لَا نَقُولُ كَمَا قَالَتِ الْجَهْمِيَّةُ : هُوَ مَعَنَا هَاهُنَا . 


ข้าพเจ้าได้ยิน อาลี บิน อัลหะซัน บิน ชะกีก กล่าวว่า ข้าพเจ้า ได้กล่าวแก่ อับดุลลอฮ บิน อัลมุบารอ็ก ว่า เราจะรู้จักพระผู้เป็นเจ้าของเรา ผู้ทรงสูงส่ง และ ทรงเลิศยิ่ง ได้อย่างไร?” อิบนุล มุบาร็อก ตอบว่า “พระเจ้าของเราอยู่บนฟ้า เหนืออะรัช ,ข้าพเจ้ากล่าวว่า “แท้จริง พวกญะฮมียะฮ กล่าวแบบนี้หรือ ? เขา(อิบนุอัลมุบารอ็ก)กล่าวว่า “เปล่า เราจะไม่กล่าวเช่นที่พวกญะฮฺมียะฮฺกล่าวว่า อัลลอฮทรงอยู่ที่นี่ อยู่ที่นี (หมายถึง บนหน้าแผ่นดิน”)


قُلْتُ : الْجَهْمِيَّةُ يَقُولُونَ : إِنَّ الْبَارِيَ تَعَالَى فِي كُلِّ مَكَانٍ ، وَالسَّلَفُ يَقُولُونَ : إِنَّ عِلْمَ الْبَارِي فِي كُلِّ مَكَانٍ ، وَيَحْتَجُّونَ بِقَوْلِهِ تَعَالَى وَهُوَ مَعَكُمْ أَيْنَ مَا كُنْتُمْ يَعْنِي : بِالْعِلْمِ ، وَيَقُولُونَ : إِنَّهُ عَلَى عَرْشِهِ اسْتَوَى ، كَمَا نَطَقَ بِهِ الْقُرْآنُ وَالسُّنَّةُ


ข้าพเจ้า(หมายถึง อิหม่ามอัซซะฮะบีย) กล่าวว่า ญะฮมียะฮ พวกเขากล่าวว่า แท้จริงพระผู้สร้าง ผู้ทรงสูงส่ง อยู่ในทุกสถานที่ ทั้งๆที่ ชาวสะลัฟ พวกเขากล่าวว่า ความรู้ของพระเจ้าผู้ทรงสร้าง อยู่ในทุกๆสถานที่ และพวกเขา(ปราชญ์ชาวสะลัฟ) ได้อ้างหลักฐาน ด้วยคำตรัสของพระองค์ ผู้ทรงสูงส่งที่ว่า (และพระองค์ อยู่พร้อมกับพวกเจ้า ไม่ว่าพวกเจ้าจะอยู่ที่ใหนก็ตาม) หมายถึง อยู่พร้อมด้วยความรู้ และพวกเขา(ปราชญ์ชาวสะลัฟ) กล่าวว่า แท้จริง พระองค์ทรงสถิต บน อะรัช ของพระองค์ ดังเช่น ที่อัลกุรอ่านและอัสสุนนะฮ ได้กล่าวเอาไว้ – ดูสิยารเอียะลามอัลนุบะลาอฺ 8/402 เรือง อิบนุอัลมุบารอ็ก
>>>>>>>>>>>>
ข้างต้น เป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่า สะลัฟมีอะกีดะฮ ว่า อัลลอฮ อยู่บนฟ้า ซึ่งหมายถึง อยู่เหนือฟากฟ้า เหนืออะรัช นั้นเอง


وفي رواية: قال ابن المبارك: «بأنه فوق السماء السابعة على العرش بائن من خلقه


ในรายงานหนึ่ง อิบนุอัลมุบารอ็ก กล่าวว่า แท้จริง พระองค์อยู่เหนือ ชั้นฟ้าที่เจ็ด บน อะรัช แยกจากมัคลูคของพระองค์
الرد على الجهمية للدارمي (ص40) قال: حدثنا الحسن بن الصباح البزار حدثنا علي بن الحسن ابن شقيق عن ابن المبارك. سنده حسن.
.............................
แต่ก็มีกลุ่มคนพยายามใช้ตรรกปฏิเสธ โดยการอ้างทัศนะอะฮลุลกาลามมาลบล้าง แต่ ..สัจธรรมย่อมอยู่เหนือความเท็จเสมอ
والله أعلم بالصواب

อะสัน หมัดอะดั้ม